เริ่มขายของออนไลน์ยังไง ฉบับเริ่มจากศูนย์ ทำตามได้ทีละขั้น
อยากขายของออนไลน์แต่ไม่รู้เริ่มยังไงให้มีคนซื้อ ไล่ตั้งแต่เลือกของ เลือกช่องทาง ตั้งราคาให้เหลือกำไร จนถึงตอนที่ควรเริ่มยิงแอด
เวลาอยากเริ่มขายของออนไลน์ ปัญหามักไม่ได้อยู่ตรงไม่มีของจะขายครับ แต่อยู่ตรงไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อนอะไรหลัง
บางคนรีบเปิดเพจทั้งที่ยังไม่รู้ต้นทุนจริง บางคนซื้อของมาสต๊อกก่อนแต่ยังไม่รู้ว่าจะขายให้ใคร หรือบางคนกระโดดไปยิงแอดทันที ทั้งที่หน้าร้านยังไม่มีข้อมูลให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ
ถ้าจะเริ่มต้นขายของออนไลน์จากศูนย์ เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกันครับ สิ่งสำคัญกว่าคือเรียงลำดับให้ถูก
บทความนี้จะไล่ตั้งแต่เลือกของ เลือกช่องทาง คิดต้นทุน ตั้งราคา เปิดร้านให้ดูน่าเชื่อถือ หาลูกค้าคนแรก ไปจนถึงจุดที่ควรเริ่มจ่ายค่าโฆษณา
ไม่มีเทคนิคลับหรือสูตรรวยเร็วครับ งานช่วงแรกส่วนใหญ่คือการจัดพื้นฐานของร้านให้เข้าที่ แล้วค่อยทำทีละขั้น
ก่อนเปิดร้าน ต้องเตรียมอะไรบ้าง
ก่อนคิดเรื่องยิงแอดหรือทำคอนเทนต์ ลองเช็กของ 4 อย่างนี้ให้พร้อมก่อนครับ
หนึ่ง สินค้าที่ส่งถึงมือลูกค้าได้จริง
ไม่ว่าจะซื้อมาขายต่อ ทำเอง หรือให้โรงงานผลิต ต้องรู้ก่อนว่าสินค้าอยู่ที่ไหน มีของพร้อมขายกี่ชิ้น ใช้เวลาเติมของนานแค่ไหน และถ้าออเดอร์เพิ่มขึ้นจะจัดการสต๊อกยังไง
อย่าเพิ่งคิดแค่ว่า "ถ้าขายได้ค่อยหาเพิ่ม" เพราะพอลูกค้าจ่ายเงินแล้ว เรื่องสต๊อกจะกลายเป็นเรื่องที่ต้องจัดการทันที
สอง ต้นทุนที่รู้จริงทั้งก้อน
อย่านับเฉพาะราคาที่ซื้อสินค้ามาครับ
ต้องรวมค่ากล่อง วัสดุแพ็ก ค่าส่งที่ร้านต้องรับผิดชอบ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ส่วนลดที่ร้านออกเอง และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีออเดอร์
ส่วนค่าโฆษณายังไม่ต้องรู้ตั้งแต่วันแรกก็ได้ แต่ควรเหลือกำไรไว้พอสำหรับการหาลูกค้าทีหลัง
สาม ช่องทางที่ลูกค้าติดต่อได้
จะเป็น Facebook เพจ ร้านในมาร์เก็ตเพลส หรือ LINE ก็ได้ ขอให้ลูกค้ารู้ว่าถ้าสงสัยต้องทักตรงไหน และเมื่อทักมาแล้วมีแอดมินหรือเจ้าของร้านตอบจริง
ช่วงแรกไม่ต้องเปิดทุกช่องทางพร้อมกันครับ เลือกช่องทางหลักที่ดูแลไหวก่อนก็พอ
สี่ วิธีรับเงินและส่งของ
ต้องรู้ว่าจะรับเงินผ่านพร้อมเพย์ บัญชีร้าน เก็บเงินปลายทาง หรือระบบของแพลตฟอร์ม
ฝั่งจัดส่งก็เหมือนกัน ควรรู้ว่าจะใช้ขนส่งเจ้าไหน ค่าส่งคิดยังไง ต้องพิมพ์ใบปะหน้าหรือไม่ และลูกค้าจะได้รับเลขติดตามพัสดุจากทางไหน
ส่วนโลโก้ เว็บไซต์ หรืองานภาพที่ดูครบทุกอย่าง ยังไม่ต้องรีบทำครับ ถ้าของพร้อมขาย ลูกค้าติดต่อได้ รับเงินได้ และส่งของได้ ร้านก็เริ่มขายได้แล้ว
เลือกของที่จะขายยังไงให้ขายได้จริง
คำแนะนำว่าให้ขายของที่เราชอบอย่างเดียว อาจใช้ได้กับบางร้านครับ แต่ถ้ากำลังหาสินค้าชิ้นแรก ลองดูทั้งความชอบของเราและพฤติกรรมของลูกค้าควบคู่กัน
สินค้าที่เหมาะกับช่วงเริ่มต้นควรเช็กอย่างน้อย 4 เรื่อง
- มีคนตามหาอยู่แล้ว
ลองพิมพ์ชื่อสินค้าที่คิดไว้ใน Shopee หรือ Lazada แล้วดูว่ามีร้านอื่นขายหรือไม่ ลูกค้าใช้คำอะไรค้นหา ราคาในตลาดอยู่ช่วงไหน และรีวิวพูดถึงเรื่องอะไรบ่อย
การเห็นคู่แข่งไม่ได้แปลว่าห้ามขายครับ อย่างน้อยมันช่วยให้เห็นว่ามีตลาดให้ศึกษาอยู่แล้ว
- ลูกค้าเห็นแล้วเข้าใจได้เร็ว
ถ้าต้องอธิบายหลายย่อหน้ากว่าลูกค้าจะเข้าใจว่าสินค้าคืออะไร ใช้ทำอะไร หรือเหมาะกับใคร ช่วงเริ่มต้นจะเหนื่อยกว่าสินค้าที่ลูกค้าเห็นรูปแล้วเข้าใจประโยชน์ได้ทันที
ของที่อธิบายยากไม่ได้แปลว่าขายไม่ได้ แต่เราต้องเตรียมคอนเทนต์และหน้าร้านให้ตอบคำถามได้มากขึ้น
- เหลือกำไรพอสำหรับค่าใช้จ่ายหลังการขาย
อย่าดูแค่ว่าซื้อมาถูกแล้วขายแพงขึ้นเท่าไหร่ ต้องหักค่ากล่อง ค่าส่ง ค่าธรรมเนียม ส่วนลด และเผื่อค่าโฆษณาไว้ด้วย
ถ้ากำไรต่อชิ้นเหลือน้อยมาก พอเริ่มจ่ายเงินหาลูกค้า ร้านอาจขายได้แต่เงินไม่เหลือ
- แพ็กและส่งได้โดยไม่สร้างปัญหามากเกินไป
สินค้าแตกง่าย รั่วง่าย เสียเร็ว หรือต้องควบคุมอุณหภูมิ จะเพิ่มงานและต้นทุนในขั้นตอนจัดส่ง
ถ้าจะขายของกลุ่มนี้ ควรรู้วิธีแพ็กและเงื่อนไขขนส่งก่อนเปิดรับออเดอร์จริง
ถ้ายังเลือกไม่ถูก ลองเริ่มจากของที่เรารู้จักดีและตอบคำถามลูกค้าได้เองครับ
ช่วงแรกเจ้าของร้านมักต้องเป็นคนตอบแชทเอง ถ้าลูกค้าถามเรื่องวัสดุ วิธีใช้ ขนาด การดูแล หรือความแตกต่างระหว่างรุ่น แล้วเราตอบได้ชัด การปิดการขายก็ง่ายขึ้นกว่าการต้องไปหาข้อมูลใหม่ทุกครั้ง
ขายที่ไหนดี เทียบช่องทางหลักในไทย
ไม่มีช่องทางไหนดีที่สุดสำหรับสินค้าทุกประเภทครับ ต้องดูว่าสินค้าของเราเป็นแบบไหน ลูกค้าเจอสินค้าจากที่ไหน และก่อนซื้อเขาต้องถามเยอะแค่ไหน
| ช่องทาง | เหมาะกับ | ข้อดี | ข้อควรรู้ |
|---|---|---|---|
| Facebook เพจ | ของที่ต้องอธิบายหรือลูกค้าชอบถามก่อนซื้อ | คุยกับลูกค้าได้ตรง ทำคอนเทนต์และสร้างฐานคนติดตามได้ | ต้องมีคนดูแลแชท ถ้าลูกค้าต้องรอนานอาจไปซื้อร้านอื่น |
| Shopee / Lazada | ของที่ลูกค้ารู้จักและพิมพ์ค้นหาอยู่แล้ว | ลูกค้าสามารถค้นหา เปรียบเทียบ จ่ายเงิน และติดตามการจัดส่งในแพลตฟอร์มเดียว | ลูกค้าเทียบราคาได้ง่าย มีค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม |
| TikTok | ของที่สาธิตให้เห็นแล้วเข้าใจหรือกระตุ้นความอยากซื้อได้ | ใช้คลิปพาสินค้าไปเจอลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ | ต้องมีคอนเทนต์ให้ทดลองต่อเนื่อง คลิปหนึ่งไม่จำเป็นต้องได้ผลเหมือนอีกคลิป |
| LINE OA | ร้านที่มีลูกค้าเดิมหรือมีลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ | คุยต่อ ปิดการขาย และติดต่อฐานลูกค้าเดิมได้สะดวก | ต้องพาลูกค้าเข้ามาจากช่องทางอื่นก่อน เพราะ LINE OA ไม่ได้ทำหน้าที่หาลูกค้าใหม่ให้เอง |
สำหรับคนเริ่มใหม่ เลือกช่องทางหลักให้ได้ก่อนครับ แล้วทำให้ขั้นตอนตั้งแต่ลูกค้าเจอสินค้าไปจนถึงจ่ายเงินใช้งานได้จริง
ถ้าเปิด Facebook, TikTok, Shopee และ LINE พร้อมกันตั้งแต่วันแรก งานจะเพิ่มขึ้นทันที ทั้งตอบแชท ทำรูป ทำคลิป ลงสินค้า เช็กออเดอร์ และดูแลข้อมูลในแต่ละช่องทาง
ทำช่องทางเดียวให้คล่องก่อน แล้วค่อยเพิ่มช่องทางที่สองยังจัดการง่ายกว่า
ถ้าเลือกไม่ถูกจริงๆ ให้ดูวิธีตัดสินใจซื้อของลูกค้า
ถ้าลูกค้าต้องถามรายละเอียดเยอะก่อนซื้อ เพจหรือ LINE ช่วยให้คุยและปิดการขายได้ตรงกว่า
ถ้าลูกค้ารู้แล้วว่าต้องการสินค้าอะไรและมักเริ่มจากการค้นหาชื่อสินค้า มาร์เก็ตเพลสก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ควรลอง
ตั้งราคายังไงให้เหลือกำไร ไม่ใช่แค่ดูถูก
การเปิดร้านคู่แข่งแล้วตั้งราคาถูกกว่านิดหนึ่งทำได้ง่ายครับ แต่ถ้ายังไม่รู้ต้นทุนจริง เราจะไม่รู้เลยว่าราคาที่ตั้งไว้นั้นขายแล้วเหลือเงินหรือเปล่า
เริ่มจากต้นทุนของร้านเราก่อนดีกว่า
สมมติขายเสื้อตัวหนึ่ง
- ต้นทุนเสื้อ 150 บาท
- ค่ากล่องและค่าแพ็ก 10 บาท
- ค่าส่ง 40 บาท
- ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย
ถ้าตั้งราคา 390 บาท แล้วหักต้นทุนสินค้า 150 บาท ค่าแพ็ก 10 บาท ค่าส่ง 40 บาท และค่าธรรมเนียมราว 20 บาท จะเหลือประมาณ 170 บาท
เงิน 170 บาทนี้ยังไม่ใช่กำไรสุทธิทั้งหมดครับ เพราะถ้าร้านเริ่มยิงแอด ค่าโฆษณาที่ใช้เพื่อให้ได้ออเดอร์ก็ต้องหักจากเงินก้อนนี้ด้วย
ถ้าเราอยากเหลือกำไรจริงตัวละ 100 บาท ก็จะเหลืองบสำหรับค่าโฆษณาต่อออเดอร์ราว 70 บาท
พอรู้ตัวเลขนี้ เวลาเริ่มลงโฆษณาก็จะตัดสินใจง่ายขึ้นว่าใช้เงินไปเท่าไหร่แล้ว ยังเหลือพื้นที่ให้ร้านทำกำไรอยู่หรือไม่
อีกอย่างที่ควรแยกให้ชัดคือ "กำไรก่อนค่าโฆษณา" กับ "กำไรหลังค่าโฆษณา"
ถ้าขายได้ 10 ออเดอร์แล้วเห็นเงินเข้าบัญชีเยอะขึ้น อย่าเพิ่งสรุปว่ากำไรครับ ต้องย้อนกลับมาหักต้นทุนของออเดอร์ทั้งหมดก่อนเสมอ
ตัวเลขข้างบนเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นวิธีคิดเท่านั้น ของแต่ละร้านมีต้นทุนต่างกัน แต่ลำดับคิดเหมือนกันคือรู้ต้นทุนต่อชิ้น รู้ว่าต้องการเหลือกำไรเท่าไหร่ แล้วค่อยดูว่ามีพื้นที่ให้จ่ายค่าโฆษณาได้แค่ไหน
เปิดร้านให้ดูน่าเชื่อถือตั้งแต่วันแรก
ตอนลูกค้าเจอร้านที่ไม่เคยซื้อ สิ่งที่เขายังไม่รู้มีเยอะครับ
ของตรงปกไหม ส่งจริงหรือเปล่า ถ้ามีปัญหาติดต่อใคร ร้านยังเปิดอยู่ไหม และหลังโอนเงินแล้วจะหายหรือไม่
หน้าร้านช่วงแรกเลยต้องช่วยตอบคำถามพวกนี้ให้ได้มากที่สุด
รูปสินค้าถ่ายเองอย่างน้อยหนึ่งชุด
รูปจากโรงงานหรือซัพพลายเออร์ใช้เป็นข้อมูลประกอบได้ แต่ควรมีรูปของที่ร้านเราถืออยู่จริงด้วย
ถ่ายด้วยมือถือใกล้หน้าต่างตอนกลางวันก็ได้ครับ ขอให้เห็นสินค้า สี ขนาด พื้นผิว หรือรายละเอียดที่ลูกค้าอยากเห็นก่อนซื้อ
ถ้ามีหลายมุม ให้ถ่ายเพิ่มไว้เลย เวลาลูกค้าทักมาถามจะได้ส่งรูปจริงตอบได้ทันที
เขียนรายละเอียดให้ครบจนลูกค้าไม่ต้องทักถามเรื่องพื้นฐาน
ใส่ขนาด น้ำหนัก วัสดุ วิธีใช้ สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ ระยะเวลาจัดส่ง และเงื่อนไขการเปลี่ยนคืนให้ครบตามที่เกี่ยวข้องกับสินค้า
ไม่ได้หมายความว่าลูกค้าจะไม่ถามเลยครับ แต่คำถามพื้นฐานที่ตอบไว้แล้วจะช่วยลดงานของแอดมิน และลูกค้าก็ตัดสินใจต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ
เก็บหลักฐานว่าร้านมีการขายและจัดส่งจริง
ช่วงแรกที่ยังไม่มีรีวิว สามารถเก็บรูปตอนแพ็กของ รูปพัสดุที่เตรียมส่ง หรือข้อความจากลูกค้าที่อนุญาตให้นำมาใช้ได้
พอมีรีวิวจริงก็ค่อยเพิ่มเข้าไปในหน้าร้านและคอนเทนต์
ตรงนี้ไม่ต้องทำให้ดูใหญ่เกินจริงครับ ร้านเพิ่งเปิดก็บอกตามจริงว่าเพิ่งเปิด สิ่งสำคัญคือลูกค้าเห็นว่ามีคนดูแลร้านและมีขั้นตอนจัดส่งชัดเจน
บอกช่องทางติดต่อและเวลาตอบให้ชัด
ถ้าร้านตอบแชททุกวันช่วงไหน เขียนไว้เลยครับ
ลูกค้าจะได้รู้ว่าถ้าทักมาตอนกลางคืนควรรอคำตอบเมื่อไหร่ ส่วนเจ้าของร้านก็ไม่ต้องเฝ้าแชทตลอด 24 ชั่วโมง
ถ้ามีหลายช่องทาง เช่น Facebook กับ LINE ให้ระบุช่องทางที่ตอบเร็วที่สุดไว้ด้วย จะได้ไม่เกิดกรณีลูกค้าทักไว้แล้วไม่มีใครเห็น
หาลูกค้าคนแรกก่อน แล้วค่อยจ่ายค่าโฆษณา
ยังไม่ต้องรีบยิงแอดตั้งแต่เปิดร้านวันแรกครับ
ช่วงที่ยังไม่มีรีวิว ยังไม่รู้ว่าลูกค้าสงสัยอะไร และยังไม่เคยผ่านขั้นตอนรับออเดอร์จริง การซื้อคนเข้าร้านด้วยค่าโฆษณาอาจทำให้ต้องจ่ายเงินเพื่อเรียนรู้เรื่องที่เราทดลองเองก่อนได้
ลองหาลูกค้าชุดแรกด้วยวิธีที่ยังไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาก่อน
- บอกคนรู้จักตรงๆ ว่าเปิดร้านแล้วและขายอะไร ไม่ต้องบังคับให้ซื้อครับ แค่ให้คนรอบตัวรู้ว่าร้านมีอยู่แล้ว
- เข้าไปตอบคำถามในกลุ่มหรือคอมมูนิตี้ที่เกี่ยวกับสินค้าของเรา ถ้ามีคำถามที่ตอบได้ก็ตอบให้ครบก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปแปะลิงก์ขายทุกโพสต์
- ลงคลิปสั้นให้เห็นของจริง เช่น เปิดกล่อง ทดลองใช้ เปรียบเทียบขนาด หรือสาธิตวิธีใช้ ถ้าสินค้าต้องเห็นตอนใช้งาน คลิปจะช่วยตอบคำถามได้มากกว่ารูปนิ่ง
- ถ้าขายในมาร์เก็ตเพลส ให้ดูว่าลูกค้าใช้คำอะไรค้นหาสินค้า แล้วใส่คำที่เกี่ยวข้องลงในชื่อและรายละเอียดสินค้าแบบอ่านรู้เรื่อง
ระหว่างนี้ สิ่งที่ควรจดไว้มี 2 อย่างครับ
อย่างแรกคือคำถามที่ลูกค้าถามซ้ำ เช่น "มีไซซ์ไหม" "ส่งกี่วัน" "ใช้กับรุ่นนี้ได้หรือเปล่า"
อีกอย่างคือเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ เช่น ชอบเพราะใช้ง่าย ส่งเร็ว สีตรงที่หาอยู่ หรือแก้ปัญหาบางอย่างได้พอดี
ข้อมูลสองชุดนี้มีประโยชน์มากตอนเริ่มทำโฆษณา เพราะเราไม่ได้เดาว่าลูกค้าอยากรู้อะไร แต่เอาสิ่งที่ลูกค้าถามและตอบสนองจริงมาใช้ต่อ
เริ่มยิงแอดตอนไหน และเริ่มด้วยงบเท่าไหร่
ก่อนจ่ายค่าโฆษณา ลองเช็กก่อนว่าร้านผ่านพื้นฐานสำคัญแล้วหรือยังครับ
มีลูกค้าซื้อจริงแล้วหรือยัง
มีรูป รีวิว หรือหลักฐานการจัดส่งให้ลูกค้าใหม่ดูหรือยัง
รู้หรือยังว่าขายสินค้า 1 ชิ้นแล้วเหลือเงินก่อนค่าโฆษณาเท่าไหร่
และที่สำคัญ ถ้ามีลูกค้าทักเข้ามาพร้อมกันมากขึ้น ร้านตอบและจัดการออเดอร์ไหวหรือเปล่า
ถ้าคำตอบเริ่มครบ ก็ทดลองยิงแอดได้ครับ
ขั้นที่ 1 เลือกสินค้าที่มีสัญญาณว่าลูกค้าสนใจแล้ว 1 ตัว
เริ่มจากสินค้าที่เคยขายได้ มีคนทักถาม หรือมีโพสต์ที่ลูกค้าตอบสนองดีอยู่แล้ว
ช่วงแรกยังไม่จำเป็นต้องเอาสินค้าทั้งร้านไปยิงพร้อมกัน เพราะจะทำให้ดูยากว่าเงินที่จ่ายไปสร้างผลกับสินค้าตัวไหน
ขั้นที่ 2 ตั้งงบต่อวันในระดับที่ร้านรับการทดลองได้
อย่าเอาเงินหมุนสำหรับซื้อของหรือเงินที่ต้องใช้ส่งออเดอร์มาเป็นงบโฆษณาครับ
ควรแยกเงินทดลองออกมาให้ชัด และคิดไว้ก่อนว่าถ้ายังไม่ได้ผลในช่วงแรก ร้านก็ยังดำเนินต่อได้
ขั้นที่ 3 ใช้รูปและข้อความที่มีข้อมูลจากลูกค้าจริง
ดูว่าโพสต์แบบไหนเคยมีคนทัก รูปไหนมีคนถามต่อ และลูกค้ามักถามเรื่องอะไร
ถ้าลูกค้าชอบถามว่า "ต่างจากรุ่นปกติยังไง" ประโยคโฆษณาก็ควรช่วยตอบตรงนั้น
ถ้าคำถามหลักคือราคา ส่งกี่วัน หรือเหมาะกับใคร ก็เอาข้อมูลเหล่านี้มาเขียนให้เห็นก่อนลูกค้าต้องทักถาม
ขั้นที่ 4 อย่ารีบแก้ทุกอย่างจากผลวันเดียว
ยอดทักแชทและออเดอร์แต่ละวันขึ้นลงได้ครับ ถ้าแก้รูป แก้ข้อความ ปิดโฆษณา แล้วเปิดใหม่ตลอด เราจะตามไม่ทันว่าอะไรเป็นสาเหตุของผลที่เปลี่ยน
ควรกำหนดช่วงทดลองไว้ก่อน แล้วค่อยดูผลรวมของช่วงนั้นพร้อมกับข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง
ถ้ามีปัญหาชัดเจน เช่น สินค้าหมด ลิงก์เสีย หรือข้อมูลราคาผิด ค่อยแก้ทันที
ขั้นที่ 5 วัดผลจากสิ่งที่เกี่ยวกับยอดขาย
ยอดไลก์หรือยอดดูช่วยบอกได้บางอย่าง แต่ถ้าเป้าหมายคือขายของ ต้องกลับมาดูว่าจ่ายเงินไปแล้วได้ลูกค้าทักแชทกี่ราย ปิดการขายได้กี่ออเดอร์ และหลังหักค่าโฆษณายังเหลือกำไรหรือไม่
ถ้าร้านขายผ่านแชท ราคาต่อแชทก็เป็นตัวเลขหนึ่งที่ควรดู แต่ต้องดูต่อด้วยว่าแชทเหล่านั้นปิดการขายได้จริงแค่ไหน
ราคาต่อแชทถูกมากแต่เต็มไปด้วยแชทผี ก็ไม่ได้ช่วยร้านเท่ากับโฆษณาที่ราคาต่อแชทสูงขึ้นเล็กน้อยแต่ลูกค้าซื้อจริงมากกว่า
ถ้าอยากลงลึกเรื่องการตั้งค่าโฆษณาทีละขั้น เรื่องนั้นแยกไปทำเป็นอีกบทความได้ครับ
สำหรับขั้นนี้ให้จำไว้ก่อนว่าโฆษณาช่วยพาคนมาเห็นข้อเสนอเร็วขึ้น แต่ถ้าหน้าร้าน ราคา สินค้า หรือขั้นตอนปิดการขายยังมีปัญหา การเพิ่มงบอย่างเดียวก็ไม่ได้แก้ต้นเหตุ
ปัญหาที่คนเพิ่งเริ่มเจอบ่อย และวิธีแก้
คนทักเยอะแต่ไม่ซื้อ
อย่าเพิ่งสรุปทันทีว่าลูกค้าไม่ดีครับ ลองเปิดแชทย้อนดูทีละบทสนทนาก่อน
ลูกค้าถามราคาแล้วหายหรือเปล่า
ถามเรื่องค่าส่งแล้วเงียบไหม
ขอรายละเอียดเพิ่มแต่แอดมินตอบช้าเกินไปหรือไม่
หรือมีคำถามเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง
คำถามสุดท้ายก่อนลูกค้าหายมักช่วยให้เห็นว่าจุดติดอยู่ตรงไหน ถ้าคำถามเดิมเกิดซ้ำ ก็ควรเอาคำตอบไปใส่ในโพสต์ หน้าสินค้า หรือข้อความต้อนรับให้ชัดขึ้น
มีคนดูแต่ไม่มีใครทัก
เริ่มดูจากสิ่งที่ลูกค้าเห็นก่อนครับ ทั้งรูปแรก ประโยคแรก ราคา และเหตุผลว่าทำไมต้องสนใจสินค้านี้
ลองเปิดร้านอื่นในหมวดเดียวกันเทียบกันตรงๆ แล้วถามตัวเองว่าถ้าเป็นลูกค้า เราจะหยุดดูโพสต์ไหนก่อน
ไม่จำเป็นต้องลอกคู่แข่ง แต่ควรดูว่าร้านที่สื่อสารชัดเขาใส่ข้อมูลอะไรไว้ตั้งแต่แรก แล้วกลับมาเช็กว่าร้านเราขาดอะไร
ขายได้แต่ไม่เหลือเงิน
กลับไปนับต้นทุนใหม่ทั้งก้อนครับ
แยกต้นทุนสินค้า ค่ากล่อง ค่าส่ง ค่าธรรมเนียม ส่วนลด ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายที่เกิดกับออเดอร์ออกมาให้เห็นเป็นตัวเลข
ปัญหานี้แก้ด้วยการดูยอดขายอย่างเดียวไม่ได้ เพราะยอดขายเพิ่มแต่กำไรต่อออเดอร์ติดลบ ร้านก็ยิ่งใช้เงินเร็วขึ้น
ของขายดีจนของหมด
ถ้าสต๊อกเริ่มไม่พอ ให้ลดการดึงลูกค้าใหม่ลงก่อนครับ โดยเฉพาะถ้ากำลังจ่ายค่าโฆษณาอยู่
อย่าปล่อยให้ลูกค้าทักเข้ามาแล้วค่อยแจ้งทีหลังว่าสินค้าหมด ถ้ารู้วันที่ของจะเข้า ให้บอกวันที่ตามจริง หรือปิดสินค้านั้นชั่วคราวแล้วพาลูกค้าไปดูสินค้าตัวอื่นแทน
พอเติมของได้ค่อยกลับมาเพิ่มงบอีกครั้ง
ตอบแชทไม่ทัน
เริ่มจากดูว่าคำถามไหนถูกถามซ้ำมากที่สุด แล้วใส่คำตอบไว้ในข้อความต้อนรับ รายละเอียดสินค้า หรือโพสต์ปักหมุดครับ
กำหนดเวลาตอบให้ชัด และถ้ามีแอดมินหลายคนก็ควรแบ่งหน้าที่ว่าใครดูช่วงไหน
ถ้าเริ่มมีแชทเยอะขึ้น อย่าวัดแค่ว่ามีกี่คนทัก ต้องดูด้วยว่ามีแชทผีเท่าไหร่ ลูกค้ารอนานแค่ไหน และบทสนทนาหลุดตรงไหนก่อนปิดการขาย
ข้อมูลพวกนี้ช่วยให้รู้ว่าปัญหาอยู่ที่โฆษณาหรืออยู่ที่ขั้นตอนตอบแชทของร้าน
สรุป
ถ้าจะเริ่มขายของออนไลน์จากศูนย์ ไม่ต้องรีบทำทุกอย่างพร้อมกันครับ
เริ่มจากทำให้แน่ใจก่อนว่าสินค้าพร้อมขาย รู้ต้นทุนจริง มีช่องทางให้ลูกค้าติดต่อ รับเงินได้ และส่งของได้
จากนั้นเลือกช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียว ตั้งราคาให้เหลือกำไร ทำหน้าร้านให้ลูกค้าเข้าใจสินค้าและกล้าซื้อ แล้วลองหาลูกค้าชุดแรกโดยยังไม่ต้องรีบจ่ายค่าโฆษณา
พอเริ่มรู้ว่าลูกค้าถามอะไร ซื้อเพราะอะไร และสินค้าไหนมีคนสนใจ ค่อยใช้เงินเพิ่มจำนวนคนที่เห็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่ามีโอกาสขายได้
ตอนเริ่มยิงแอดก็อย่าดูแค่ยอดไลก์หรือจำนวนแชทครับ ต้องตามต่อไปถึงราคาต่อแชท คุณภาพของแชท จำนวนออเดอร์ และกำไรที่เหลือจริง
ถ้าตอนนี้ยังอยู่แค่ขั้นเลือกสินค้า เปิดร้าน หรือตั้งราคา ก็ทำตรงนั้นให้เรียบร้อยก่อน ไม่ต้องรีบข้ามไปขั้นยิงแอด
ใครกำลังเริ่มขายของออนไลน์แล้วติดตรงไหน เข้ามาคุยในกลุ่ม Facebook ได้ครับ มีทั้งคนที่กำลังเริ่มและคนขายออนไลน์ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนสิ่งที่ลองกันอยู่
ถามเรื่องยิงแอด ตั้งราคา ทำคอนเทนต์ หรือปัญหาหน้าร้านได้ เราตั้งกลุ่มไว้ให้คนขายออนไลน์มาเรียนรู้และแชร์ประสบการณ์กัน ไม่มีค่าใช้จ่าย
กลุ่ม: [https://www.facebook.com/share/g/1atbW4sU7r/](https://www.facebook.com/share/g/1atbW4sU7r/)
คำถามที่พบบ่อย
เริ่มขายของออนไลน์ต้องใช้เงินเท่าไหร่
ขึ้นกับสินค้าที่ขายและรูปแบบร้านครับ
ถ้าไม่ต้องสต๊อกสินค้าเอง เงินที่ต้องใช้ช่วงแรกก็จะแตกต่างจากร้านที่ต้องซื้อของเข้ามาเก็บไว้ก่อนขาย ส่วนร้านที่สต๊อกเองต้องเผื่อเงินไว้กับสินค้าที่ยังขายไม่ออกด้วย
นอกจากค่าสินค้า อย่าลืมคิดค่ากล่อง วัสดุแพ็ก ค่าส่ง ค่าธรรมเนียม และเงินหมุนสำหรับออเดอร์ถัดไป
ถ้าจะเริ่มยิงแอดภายหลัง ควรแยกงบโฆษณาออกจากเงินที่ต้องใช้ซื้อของและส่งของด้วย จะได้เห็นชัดว่าร้านกำลังใช้เงินไปกับอะไร
ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีบริษัท ขายออนไลน์ได้ไหม
ได้ครับ การมีหน้าร้านไม่ได้เป็นเงื่อนไขว่าต้องมีก่อนถึงจะเริ่มขายของออนไลน์ได้
ช่วงแรกสิ่งที่ลูกค้าต้องการเห็นมากกว่าคือข้อมูลสินค้าที่ชัด ช่องทางติดต่อ วิธีจ่ายเงิน และหลักฐานว่าร้านจัดส่งสินค้าได้จริง
ส่วนเรื่องการจดทะเบียนหรือเอกสารทางธุรกิจ ควรดูตามรูปแบบการขาย รายได้ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องเมื่อร้านเริ่มดำเนินการจริง อย่าปล่อยให้เรื่องโลโก้ เว็บไซต์ หรือภาพลักษณ์ที่ยังไม่เสร็จกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้สินค้าพร้อมแล้วแต่ยังไม่ได้ลองขาย
ควรขายใน Shopee หรือขายในเพจ Facebook ดีกว่ากัน
ดูจากวิธีซื้อของลูกค้าครับ
ถ้าเป็นสินค้าที่ลูกค้ารู้จักชื่ออยู่แล้วและมักเข้าไปค้นหา เปรียบเทียบราคา แล้วกดซื้อเอง มาร์เก็ตเพลสเหมาะกับพฤติกรรมแบบนี้
แต่ถ้าสินค้าต้องอธิบายเยอะ ลูกค้าชอบถามก่อนซื้อ หรือต้องคุยเพื่อเลือกแบบที่เหมาะ เพจ Facebook จะเปิดพื้นที่ให้แอดมินคุยและปิดการขายได้มากกว่า
ร้านหนึ่งสามารถขายทั้งสองช่องทางได้ แต่ช่วงเริ่มต้นควรเลือกช่องทางหลักก่อน จะได้รู้ว่าต้องทำอะไรให้ดีขึ้นตรงไหนโดยไม่กระจายงานมากเกินไป
ต้องยิงแอดตั้งแต่วันแรกเลยไหม
ไม่ต้องครับ
ช่วงแรกลองขายโดยยังไม่จ่ายค่าโฆษณาก่อนได้ เพื่อดูว่าลูกค้าสนใจสินค้าตัวไหน ถามอะไรบ่อย และมีจุดไหนในขั้นตอนสั่งซื้อที่ยังติดขัด
พอมีข้อมูลจริงจากลูกค้าแล้ว ค่อยเอารูป คำถาม เหตุผลที่ซื้อ และสินค้าที่มีคนตอบสนองไปใช้ทำโฆษณา
แบบนี้เวลาจ่ายเงินทดลอง เราจะมีข้อมูลตั้งต้นมากกว่าการเปิดร้านเสร็จแล้วยิงแอดทันทีโดยยังไม่รู้ว่าลูกค้าต้องการเห็นอะไร
ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม
รายได้จากการขายของออนไลน์มีเรื่องภาษีที่ผู้ขายต้องจัดการตามประเภทเงินได้ รูปแบบธุรกิจ และเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องครับ
ถ้ารายได้ถึงเงื่อนไขบางอย่างก็อาจมีหน้าที่ด้านภาษีอื่นเพิ่มเติม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม
รายละเอียดและเกณฑ์ควรเช็กจากกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีโดยตรง เพราะสถานการณ์ของแต่ละร้านไม่เหมือนกันและกฎสามารถมีการปรับเปลี่ยนได้
สิ่งที่เริ่มทำได้ตั้งแต่วันแรกคือแยกบัญชีรายรับรายจ่าย เก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย และบันทึกยอดขายให้ครบ จะช่วยให้จัดการง่ายขึ้นตอนต้องใช้ข้อมูลจริง
ขายของออนไลน์คนเดียวไหวไหม
ช่วงแรกสามารถทำคนเดียวได้ครับ โดยเฉพาะตอนที่ออเดอร์และจำนวนแชทยังไม่เยอะ
แต่ควรดูว่างานส่วนไหนเริ่มกินเวลามากที่สุด เช่น ตอบแชท แพ็กของ เช็กสต๊อก ทำคอนเทนต์ หรืออัปเดตสถานะลูกค้า
ถ้าเริ่มตอบไม่ทันจนลูกค้าหาย แพ็กของล่าช้า หรือไม่มีเวลาทำงานที่ช่วยให้ร้านโต นั่นเป็นสัญญาณว่าควรเริ่มแบ่งงานให้คนช่วยหรือหาวิธีลดงานซ้ำ
อย่ารอจนทุกอย่างล้นพร้อมกันแล้วค่อยแก้ครับ
เลือกของขายไม่ถูก ควรเริ่มจากอะไร
เริ่มจากของที่เรารู้จักดีและตอบคำถามลูกค้าได้เองก่อนครับ แล้วค่อยเช็กต่อว่ามีลูกค้าหาของแบบนั้นอยู่หรือไม่
ลองค้นใน Shopee, Lazada หรือช่องทางที่คิดว่าจะขาย ดูว่ามีสินค้าคล้ายกันหรือไม่ ลูกค้าใช้คำอะไรค้นหา ร้านอื่นนำเสนอสินค้าแบบไหน และในรีวิวมีประเด็นอะไรที่ลูกค้าพูดถึง
จากนั้นกลับมาดูต้นทุนของเราอีกครั้งว่ายังเหลือพื้นที่สำหรับค่ากล่อง ค่าส่ง ค่าธรรมเนียม และค่าโฆษณาในอนาคตหรือไม่
ถ้าสินค้าผ่านทั้งเรื่องความเข้าใจของเรา ความต้องการของตลาด และต้นทุนที่ร้านรับได้ ก็มีข้อมูลพอให้ลองเริ่มขายจริงแล้วครับ

