
Shopee Ads คืออะไร? วิธียิงโฆษณาใน Shopee ให้คุ้มสำหรับคนขายมือใหม่
Shopee Ads คืออะไร? วิธียิงโฆษณาใน Shopee ให้คุ้มสำหรับคนขายมือใหม่
TL;DR
- Shopee Ads คือโฆษณาภายในแพลตฟอร์มที่ช่วยพาสินค้าหรือร้านไปอยู่ในจุดที่ผู้ซื้อมีโอกาสเห็นมากขึ้น แต่การมองเห็นไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดออเดอร์
- ร้านมือใหม่ควรเริ่มจาก Product Ads กับสินค้าที่มีกำไรพอ มีรีวิวหรือข้อมูลช่วยตัดสินใจ และมีสต็อกพร้อมขาย ไม่จำเป็นต้องยิงทุกสินค้า
- ก่อนตั้งงบ ให้คำนวณ ROAS ขั้นต่ำจากยอดขายและค่าโฆษณาที่ร้านรับไหว เพราะ ROAS สูงหรือต่ำต้องอ่านคู่กับกำไรจริง
- ระหว่างทดสอบ ให้ดูเส้นทางตั้งแต่การแสดงผล คลิก ไปจนถึงคำสั่งซื้อ แล้วแก้ตรงจุดที่ลูกค้าหยุด ไม่เพิ่มงบเพื่อกลบปัญหาหน้าสินค้า
- ฟีเจอร์และงบขั้นต่ำของ Shopee Ads เปลี่ยนได้ตามประเภทแคมเปญและบัญชี ควรตรวจค่าที่แสดงใน Seller Center ก่อนยืนยันทุกครั้ง
ร้านมีสินค้าที่อยากดันอยู่ห้ารายการ พอเปิดหน้า Shopee Ads กลับเจอทั้ง Product Ads, Shop Ads, GMV Max, งบรายวัน และเป้าหมาย ROAS จนไม่แน่ใจว่าต้องกดตรงไหนก่อน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตั้งค่าไม่เป็นอย่างเดียวครับ แต่คือยังไม่มีเกณฑ์ว่าสินค้าไหนพร้อมลงโฆษณา และต้องได้ยอดเท่าไรจึงจะคุ้ม
บทความนี้จะอธิบายว่า Shopee Ads คืออะไร มีรูปแบบไหนที่คนขายควรรู้ วิธีคำนวณงบจากต้นทุนจริง ตั้งแคมเปญแรก และอ่านผลโดยไม่หลงกับยอดขายเพียงตัวเดียว เหมาะกับร้านที่เริ่มขายแล้วและต้องการเพิ่มการมองเห็นอย่างเป็นระบบครับ
Shopee Ads คืออะไร และร้านจ่ายเงินเมื่อไหร่
Shopee Ads คือระบบโฆษณาของ Shopee ที่ช่วยให้สินค้าหรือร้านมีโอกาสแสดงในตำแหน่งที่เด่นขึ้น เช่น หน้าผลการค้นหาและพื้นที่แนะนำภายในแพลตฟอร์ม ผู้ขายตั้งค่าสินค้า เป้าหมาย งบ หรือกลยุทธ์การประมูลตามรูปแบบที่บัญชีรองรับ จากนั้นระบบจะแข่งขันเพื่อหาโอกาสแสดงโฆษณาให้ผู้ซื้อที่เกี่ยวข้อง
สำหรับโฆษณาสินค้าแบบคิดตามคลิก ค่าใช้จ่ายเกิดเมื่อผู้ซื้อคลิกเข้าไปดูสินค้า ไม่ใช่ทุกครั้งที่โฆษณาปรากฏ สูตรพื้นฐานคือ:
ค่าโฆษณา = จำนวนคลิก × ราคาต่อคลิกจริง
แต่คำว่า “จ่ายต่อคลิก” ไม่ได้แปลว่าควรมองแค่ราคาคลิกครับ คลิกราคาถูกแต่คนไม่ซื้อก็อาจแพงกว่าคลิกราคาสูงที่ปิดออเดอร์ได้ ร้านจึงต้องอ่านตั้งแต่จำนวนครั้งที่แสดง คลิก อัตราซื้อ ยอดขาย ไปจนถึงเงินที่เหลือหลังหักต้นทุน
อีกเรื่องที่ต้องแยกให้ชัดคือ Shopee Ads ช่วยเพิ่มโอกาสให้คนเห็น ไม่ได้แก้สินค้า ราคา รีวิว สต็อก หรือความน่าเชื่อถือให้เอง หากหน้าสินค้ายังทำให้คนสับสน การส่งคนเข้าไปเพิ่มก็อาจเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่เพิ่มยอดขายครับ
ประเภทของ Shopee Ads เลือกแบบไหนให้ตรงเป้าหมาย
หน้าเรียนรู้ของ Shopee แบ่งโฆษณาหลักเป็น Product Ads, Shop Ads, Brand Ads และ Live Ads แต่สิทธิ์ใช้งานและเมนูที่เห็นอาจต่างกันตามประเภทบัญชี ร้านมือใหม่ควรเริ่มจากรูปแบบที่เชื่อมกับโจทย์ขายจริงก่อน
Product Ads: ดันสินค้าที่พร้อมขาย
Product Ads เหมาะเมื่อร้านมีสินค้าที่ต้องการเพิ่มการมองเห็น ระบบสามารถพาสินค้าไปแสดงในผลการค้นหาหรือพื้นที่แนะนำตามโอกาสที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน Shopee มีการตั้งค่าแบบ GMV Max ซึ่งช่วยบริหารการประมูลเพื่อเพิ่มยอดขายรวม โดยผู้ขายอาจให้ระบบเลือกการประมูลอัตโนมัติหรือกำหนดเป้าหมาย ROAS ตามตัวเลือกที่บัญชีแสดง
รูปแบบนี้เหมาะกับสินค้าที่รูปแรกชัด ราคาแข่งขันได้ ตัวเลือกไม่สับสน และมีสต็อกพอ ถ้าสินค้ามีคนคลิกอยู่แล้วแต่ไม่ซื้อ ควรแก้หน้าสินค้าก่อนเพิ่มงบครับ
Shop Ads: พาคนเข้าหน้าร้าน
Shop Ads ช่วยโปรโมตร้านในพื้นที่ค้นหา เหมาะกับร้านที่มีสินค้าหลายรายการในหมวดเดียวกัน มีหน้าร้านจัดเป็นระเบียบ และมีเหตุผลให้ลูกค้าเลือกดูต่อ เช่น สินค้าขายดีหรือโค้ดส่วนลด
หากร้านมีสินค้าเพียงไม่กี่รายการและยังไม่รู้ว่าตัวไหนขายได้ Product Ads มักอ่านผลง่ายกว่า เพราะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างค่าโฆษณากับสินค้ารายตัวได้ชัดครับ
Brand Ads และ Live Ads: ใช้เมื่อมีโจทย์เฉพาะ
Brand Ads เน้นพื้นที่พรีเมียมและการสร้างการรับรู้ โดยบางรูปแบบใช้ได้เฉพาะร้านค้าทางการ ส่วน Live Ads เหมาะกับร้านที่มีตารางไลฟ์และทีมพร้อมรับคนดูเพิ่ม ทั้งสองแบบไม่จำเป็นต้องเป็นจุดเริ่มของร้านเล็ก
เลือกโฆษณาจากงานที่ต้องการให้เกิดครับ ถ้าอยากขายสินค้าตัวหนึ่ง ให้เริ่มที่สินค้า ถ้าอยากพาคนเข้าดูหลายหมวดและหน้าร้านพร้อมแล้ว ค่อยพิจารณา Shop Ads
ก่อนยิง Shopee Ads ต้องเตรียมอะไรบ้าง
การตั้งแคมเปญใช้เวลาไม่นาน แต่การเตรียมสินค้าจะเป็นตัวกำหนดว่าคลิกที่ซื้อมาเปลี่ยนเป็นยอดขายได้หรือไม่ ลองตรวจสี่เรื่องนี้ก่อนเติมงบครับ
1. เลือกสินค้าที่มีสัญญาณว่าขายได้
ไม่จำเป็นต้องเลือกสินค้าที่ขายดีที่สุดเสมอไป แต่ควรมีข้อมูลพอให้ตัดสินใจ เช่น มีออเดอร์หรือคนกดดู มีคำถามจากลูกค้า และรู้ว่าคนซื้อเพราะอะไร เลี่ยงสินค้าที่กำไรบางจนรับค่าโฆษณาไม่ได้ หรือสต็อกเหลือน้อยจนขายต่อไม่ได้
ร้านเล็กอาจเริ่มจาก 1–3 รายการเพื่ออ่านผลง่าย นี่เป็นแนวทางจัดการทดสอบ ไม่ใช่ข้อกำหนดของ Shopee ครับ
2. ทำรูปแรกและชื่อสินค้าให้ตรงกัน
รูปแรกต้องบอกได้ทันทีว่าราคานี้ลูกค้าจะได้รับอะไร หากภาพเป็นชุด 6 ชิ้นแต่ตัวเลือกเริ่มต้นขายชิ้นเดียว คนอาจคลิกเพราะเข้าใจผิดแล้วออกจากหน้า ชื่อสินค้าควรมีประเภท รุ่น ขนาด หรือคุณสมบัติที่ช่วยตัดสินใจ โดยใช้เฉพาะข้อมูลจริง
3. ตรวจตัวเลือก ราคา รีวิว และการจัดส่ง
ดูหน้าสินค้าในมุมลูกค้า: เลือกสีหรือขนาดง่ายไหม ราคาที่เห็นตรงกับตัวเลือกในภาพหรือไม่ มีรายละเอียดเรื่องวัสดุ ขนาด และสิ่งที่ได้รับครบหรือยัง รวมถึงเวลาเตรียมส่งที่ร้านทำได้จริง
4. รู้เงินที่เหลือต่อออเดอร์
รวบรวมราคาขายหลังส่วนลด ต้นทุนสินค้า ค่าธรรมเนียม ส่วนลดที่ร้านออก ค่าแพ็ก และค่าใช้จ่ายผันแปรอื่น อย่าใช้ยอดขายเป็นกำไร เพราะยอดหนึ่งออเดอร์อาจเหลือเงินให้ซื้อโฆษณาน้อยกว่าที่เห็นมากครับ
คำนวณ ROAS และงบที่รับไหวก่อนตั้งแคมเปญ
ROAS คือยอดขายที่ระบบระบุว่าเกิดจากโฆษณา หารด้วยค่าโฆษณา หากยอดขายจากโฆษณา 10,000 บาท และใช้เงิน 2,000 บาท ROAS เท่ากับ 5
ROAS = ยอดขายจากโฆษณา ÷ ค่าโฆษณา
ส่วน ACOS มองกลับด้าน คือค่าโฆษณาหารด้วยยอดขาย แล้วคูณ 100 หากใช้เงิน 2,000 บาทเพื่อสร้างยอดขาย 10,000 บาท ACOS เท่ากับ 20%
ACOS = ค่าโฆษณา ÷ ยอดขายจากโฆษณา × 100
ตัวเลขที่ “คุ้ม” ต่างกันตามกำไรของสินค้า ลองดูตัวอย่างสมมติ:
- ราคาขายหลังส่วนลด: 500 บาท
- ต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายผันแปรทั้งหมดก่อนโฆษณา: 350 บาท
- เงินเหลือก่อนค่าโฆษณา: 150 บาท
- ร้านต้องการเหลืออย่างน้อย 50 บาทต่อออเดอร์
- ค่าโฆษณาที่รับไหว: ไม่เกิน 100 บาทต่อออเดอร์
ถ้าคิดบนยอดขาย 500 บาท ค่าโฆษณา 100 บาทสัมพันธ์กับ ROAS 5 หรือ ACOS 20% ตัวอย่างนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายประจำ การยกเลิก และการคืนสินค้า จึงไม่ควรนำเลข 5 ไปใช้กับสินค้าทุกตัวครับ
ในแคมเปญ GMV Max Custom ROAS การตั้งเป้าสูงมากอาจทำให้ระบบหาโอกาสลงโฆษณาได้น้อยลง ขณะที่เป้าต่ำเกินไปอาจได้ยอดมากแต่เหลือกำไรไม่พอ จุดเริ่มที่มีเหตุผลคือเทียบค่าที่ระบบแนะนำกับ ROAS ขั้นต่ำที่ร้านคำนวณจากต้นทุนจริง
วิธีตั้ง Shopee Ads แคมเปญแรกทีละขั้น
ชื่อเมนูอาจเปลี่ยนตามการอัปเดตและบัญชี แต่ลำดับคิดต่อไปนี้ใช้เป็นเช็กลิสต์ก่อนกดยืนยันได้ครับ
ขั้นที่ 1 เข้า Shopee Ads และเลือกเป้าหมาย
เปิด Seller Center แล้วไปที่ Shopee Ads จากนั้นเลือกว่าต้องการโปรโมตสินค้า ร้าน หรือไลฟ์ สำหรับแคมเปญแรก ให้ตั้งโจทย์เดียว เช่น “ทดสอบว่าสินค้า A สร้างออเดอร์โดยเหลือเงินตามเป้าได้หรือไม่” ชัดกว่าการตั้งว่า “อยากขายดีขึ้น”
ขั้นที่ 2 เลือกสินค้าและวิธีประมูล
ถ้าใช้ Product Ads ให้เลือกสินค้าที่ผ่านการตรวจความพร้อมแล้ว สำหรับ GMV Max ตัวเลือกหลักอาจเป็น Auto Bidding ซึ่งให้ระบบเพิ่มยอดขายตามข้อมูลที่มี หรือ Custom ROAS ซึ่งให้ผู้ขายกำหนดผลตอบแทนเป้าหมาย
สินค้าขายดีที่มีข้อมูลมากและร้านพร้อมรับยอดเพิ่มอาจเหมาะกับ Auto Bidding ส่วนสินค้าที่ต้องควบคุมผลตอบแทนหรือมีงบจำกัดอาจเริ่มจาก Custom ROAS ทั้งนี้ให้ดูคำแนะนำที่ปรากฏในบัญชี เพราะระบบใช้ประวัติของสินค้าและร้านประกอบครับ
ขั้นที่ 3 ตั้งงบและระยะเวลา
Shopee ให้เลือกงบไม่จำกัดหรือกำหนดงบรายวันตามแคมเปญ โดยมีงบขั้นต่ำตามที่ระบบแสดง ร้านมือใหม่ควรตั้งงบจากจำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยงได้ ไม่ใช่จากยอดขายที่อยากได้เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่าง: ถ้าร้านรับค่าโฆษณาทดลองได้ 1,400 บาทใน 14 วัน งบเฉลี่ยคือ 100 บาทต่อวัน แต่ต้องตรวจว่างบนี้ผ่านขั้นต่ำของแคมเปญหรือไม่ ถ้าไม่ผ่าน ให้ลดจำนวนสินค้าที่ทดสอบหรือปรับช่วงเวลา แทนการเพิ่มงบจนเกินขอบเขตครับ
ขั้นที่ 4 ตรวจค่าทั้งหมดก่อนเผยแพร่
เช็กสินค้า งบ ระยะเวลา เป้าหมาย ROAS และสถานะสต็อกอีกครั้ง เก็บภาพหรือจดค่าตั้งต้นไว้ เพื่อให้รู้ว่าผลที่เปลี่ยนเกิดหลังแก้อะไร เมื่อแคมเปญเริ่มทำงานแล้ว อย่าปรับหลายค่าในวันเดียวจนอ่านสาเหตุไม่ได้
อ่านผล Shopee Ads อย่างไรให้รู้ว่าควรแก้ตรงไหน
รายงานโฆษณามีหลายตัวเลข แต่ร้านสามารถไล่จากต้นทางไปปลายทางได้ดังนี้
โฆษณาแสดงน้อย
ตรวจสถานะโฆษณา สต็อก งบ และคำเตือนในระบบก่อน หากใช้ Custom ROAS ให้ดูว่าเป้าหมายสูงกว่าผลงานเดิมมากเกินไปหรือไม่ อย่าเพิ่มงบทันทีถ้าแคมเปญยังใช้เงินเดิมไม่หมด
แสดงเยอะแต่คลิกน้อย
ปัญหาอาจอยู่ที่รูปแรก ชื่อสินค้า ราคา หรือข้อเสนอที่เห็นในหน้ารวม เปรียบเทียบกับสินค้าที่อยู่ใกล้กันในผลค้นหา แล้วแก้องค์ประกอบหลักทีละเรื่อง
มีคลิกแต่ไม่มีออเดอร์
กลับไปดูหน้าสินค้า ตัวเลือก รีวิว ค่าส่ง และเวลาจัดส่ง รวมถึงตรวจว่าคีย์เวิร์ดหรือพื้นที่แสดงพาคนที่คาดหวังสินค้าคนละแบบเข้ามาหรือไม่ คลิกเพิ่มไม่ช่วยหากหน้าสินค้ายังตอบคำถามไม่ได้ครับ
มีออเดอร์แต่ ROAS ต่ำกว่าที่ร้านรับไหว
แยกให้ออกว่าเกิดจากราคาต่อคลิกสูง อัตราซื้อต่ำ หรือมูลค่าต่อออเดอร์ต่ำ แต่ละสาเหตุแก้ต่างกัน เช่น ปรับหน้าสินค้า เพิ่มชุดสินค้า หรือทบทวนราคากับส่วนลด ไม่ควรลดเป้า ROAS เพียงเพื่อให้รายงานดูดี
ROAS ดีแต่งบใช้ไม่ออก
ตัวเลขอาจดีเพราะแคมเปญใช้เงินน้อยและได้เพียงไม่กี่ออเดอร์ ตรวจจำนวนคลิกและยอดรวมด้วย หากต้องการขยาย ให้เพิ่มงบทีละขั้นเมื่อสต็อก งานแพ็ก และผลกำไรยังรองรับ ไม่ควรสรุปจาก ROAS เพียงค่าเดียว
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ยิง Shopee Ads แล้วไม่คุ้ม
ยิงทุกสินค้าในร้านพร้อมกัน
งบถูกกระจายจนแต่ละรายการมีข้อมูลน้อย และทีมไม่รู้ว่าควรแก้สินค้าตัวไหน เริ่มจากกลุ่มเล็กที่มีเหตุผลในการเลือกก่อนครับ
เพิ่มงบทั้งที่หน้าสินค้ายังมีปัญหา
ถ้ารูปกับตัวเลือกไม่ตรง หรือรีวิวสะท้อนปัญหาคุณภาพ การเพิ่มคนเข้าไปจะขยายปัญหาเดิม ควรแก้จุดที่ทำให้คนไม่ซื้อก่อน
ใช้ ROAS เดียวกับทุกสินค้า
สินค้าที่กำไรต่างกันรับค่าโฆษณาได้ไม่เท่ากัน แยกเป้าหมายตามต้นทุนและมูลค่าออเดอร์จริง ไม่คัดลอกเลขจากร้านอื่นมาใช้โดยไม่คำนวณ
ปรับค่าบ่อยเกินไป
ระบบอัตโนมัติต้องใช้ข้อมูลเพื่อประเมินโอกาส คู่มือ Shopee บางฟีเจอร์แนะนำให้ปล่อยทำงานอย่างน้อย 7 วันก่อนปรับเพื่อให้มีข้อมูลพอ แต่หากพบสินค้าไม่ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายเกินขอบเขต หรือสต็อกมีปัญหา ต้องจัดการทันทีครับ
ดูยอดขายแต่ไม่ดูเงินเหลือ
ยอดจากโฆษณาเพิ่มได้พร้อมกับกำไรที่ลดลง จดค่าโฆษณา ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ต้นทุน และยอดคืนสินค้าในช่วงเดียวกัน แล้วจึงตัดสินว่าแคมเปญควรขยายหรือหยุด
แผนทดลอง Shopee Ads สำหรับร้านเล็กใน 14 วัน
แผนนี้เป็นกรอบจัดการทดสอบ ไม่ใช่ข้อกำหนดของ Shopee สามารถปรับตามงบและรอบขายของร้านได้ครับ
- วันเตรียมการ: เลือกสินค้า 1–3 รายการ ตรวจหน้าสินค้า คำนวณ ROAS ขั้นต่ำ และจดค่าตั้งต้น
- วันที่ 1–3: ตรวจว่าโฆษณาอนุมัติ แสดงผล และใช้งบตามขอบเขตหรือไม่ แก้เฉพาะปัญหาที่ทำให้รันไม่ได้
- วันที่ 4–7: อ่านจำนวนการแสดง คลิก และคำสั่งซื้อ หาจุดที่ลูกค้าหยุด แต่หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนหลายค่า
- วันที่ 8–14: เปรียบเทียบผลกับเป้ากำไร ตรวจสต็อกและงานหลังบ้าน แล้วเลือกว่าจะเพิ่มงบ ปรับหน้าสินค้า หรือหยุด
ก่อนเพิ่มงบ ให้ตอบได้สามข้อ: แคมเปญเหลือเงินตามเป้าหรือไม่ ผลมาจากช่วงปกติหรือโปรโมชัน และร้านรองรับออเดอร์เพิ่มได้แค่ไหน ถ้ายังตอบไม่ได้ ให้เก็บข้อมูลหรือแก้หน้างานก่อนครับ
สรุป: ยิง Shopee Ads ให้คุ้มเริ่มจากต้นทุน ไม่ใช่ปุ่มตั้งค่า
Shopee Ads ช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าหรือร้านถูกเห็นในจังหวะที่คนกำลังเลือกซื้อ แต่ความคุ้มเกิดจากทั้งสินค้า หน้าร้าน ราคา กำไร และการอ่านผลร่วมกันครับ เริ่มจากสินค้าที่พร้อม คำนวณ ROAS ขั้นต่ำ ตั้งงบที่รับความเสี่ยงได้ แล้วไล่ดูว่าลูกค้าหยุดตรงการแสดง คลิก หรือคำสั่งซื้อ
ถ้ากำลังเลือกระหว่างดันสินค้าตัวเดิมกับหาสินค้าขายดีตัวใหม่ อ่านต่อได้ที่ คู่มือทำสินค้าให้เป็น Shopee Best Seller และหากอยากแลกเปลี่ยนวิธีอ่านรายงานกับคนขายออนไลน์ เข้ามาคุยกันใน กลุ่ม Facebook ของ Statlix ได้ครับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Shopee Ads
Shopee Ads เริ่มต้นวันละกี่บาท
งบขั้นต่ำขึ้นอยู่กับประเภทแคมเปญและค่าที่ระบบกำหนดในช่วงนั้น ให้ตรวจตัวเลขใน Seller Center ก่อนยืนยัน ร้านควรกำหนดเพดานทดลองจากเงินที่รับความเสี่ยงได้และค่าโฆษณาที่สินค้ารับไหว ไม่ตั้งงบจากตัวเลขทั่วไปเพียงอย่างเดียวครับ
Shopee Ads หักเงินตอนไหน
โฆษณาสินค้าแบบคิดตามคลิกจะเกิดค่าใช้จ่ายเมื่อผู้ซื้อคลิกโฆษณา ค่าใช้จ่ายจริงขึ้นอยู่กับราคาต่อคลิกและจำนวนคลิก ส่วนโฆษณารูปแบบอื่นอาจใช้การตั้งค่าต่างกัน จึงต้องตรวจรายละเอียดของแคมเปญนั้นครับ
GMV Max Auto Bidding กับ Custom ROAS ต่างกันอย่างไร
Auto Bidding ให้ระบบบริหารการประมูลเพื่อเพิ่มยอดขายตามข้อมูลที่มี ส่วน Custom ROAS เปิดให้ผู้ขายกำหนดผลตอบแทนเป้าหมาย สินค้าขายดีที่มีข้อมูลและพร้อมขยายอาจใช้ Auto Bidding ขณะที่สินค้าที่ต้องควบคุมผลตอบแทนอาจเริ่มจาก Custom ROAS โดยเทียบกับต้นทุนจริงและคำแนะนำในระบบครับ
ยิง Shopee Ads แล้วทำไมไม่มีออเดอร์
ดูเส้นทางทีละจุดครับ หากโฆษณาไม่แสดง ให้ตรวจสถานะ งบ และสต็อก หากแสดงแต่ไม่คลิก ให้ดูรูป ชื่อ และราคา หากคลิกแต่ไม่ซื้อ ให้ตรวจหน้าสินค้า ตัวเลือก รีวิว ค่าส่ง และความตรงของกลุ่มคนที่เข้ามา
ROAS เท่าไรถึงเรียกว่าคุ้ม
ไม่มีค่ากลางที่เหมาะกับทุกร้าน ต้องคำนวณจากราคาขาย ต้นทุน ค่าธรรมเนียม ส่วนลด และเงินที่ต้องการเหลือต่อออเดอร์ สินค้าที่กำไรบางจะต้องการ ROAS สูงกว่าสินค้าที่เหลือเงินมากครับ
ควรเพิ่มงบ Shopee Ads เมื่อไหร่
เพิ่มเมื่อมีข้อมูลพอว่าแคมเปญเหลือเงินตามเป้า ผลไม่ได้เกิดจากความผิดปกติช่วงสั้น และร้านมีสต็อกกับทีมรองรับออเดอร์เพิ่ม ค่อยเพิ่มทีละขั้นและติดตามผลหลังการเปลี่ยนแปลงครับ
