Shopee Ads คืออะไร ยิงโฆษณาใน Shopee ยังไงให้คุ้ม (ฉบับคนขายมือใหม่)
สอนยิง Shopee Ads ให้ขายดี ต้นทุนคุ้ม สำหรับคนขายบนมาร์เก็ตเพลส ตั้งแต่เลือกประเภทโฆษณา ตั้งงบ เลือกคีย์เวิร์ด จนอ่านผลว่าคุ้มหรือไม่
สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน
- Shopee Ads คือระบบโฆษณาในแอป Shopee ที่ช่วยดันสินค้าเราไปอยู่ตรงหน้าลูกค้าที่กำลังค้นหาของประเภทนั้นอยู่ ลูกค้ากดเข้ามาดูสินค้าเมื่อไหร่ เราถึงเสียค่าโฆษณา ถ้าเห็นแล้วเลื่อนผ่านก็ไม่เสียเงิน
- ลูกค้าที่เห็นโฆษณาใน Shopee ต่างจากคนที่เห็นโฆษณาใน Facebook ตรงที่ส่วนใหญ่เปิดแอปมาเพื่อหาของหรือซื้อของอยู่แล้ว งานของเราจึงอยู่ที่ทำยังไงให้ลูกค้าเจอสินค้าของเราก่อน แล้วหน้าสินค้าต้องดีพอให้เขาตัดสินใจซื้อ
- มือใหม่เริ่มจากโฆษณาค้นหาสินค้าตัวเดียวก่อนก็พอ ถ้าเปิดหลายแบบพร้อมกันตั้งแต่วันแรก งบจะกระจายจนอ่านผลยากว่ายอดขายมาจากโฆษณาตัวไหน
- เวลาดูว่าคุ้มหรือไม่ ให้มองยอดขายและกำไรที่ได้กลับมาเทียบกับค่าโฆษณา จำนวนคลิกหรือจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงอาจดูดี แต่สุดท้ายร้านต้องมีออเดอร์และเหลือกำไร
- ถ้าสินค้ายังไม่มีรีวิว หน้าสินค้ายังไม่ครบ หรือรูปแรกยังสู้ร้านอื่นไม่ได้ ควรจัดของพวกนี้ให้พร้อมก่อน เพราะยิง Shopee Ads ไปก็มีโอกาสเสียค่าคลิกโดยที่ลูกค้าเข้ามาแล้วไม่ซื้อ
ของในร้านดี ราคาก็สู้ร้านอื่นได้ แต่พอลองพิมพ์ชื่อสินค้าของตัวเองใน Shopee กลับเลื่อนหาอยู่หลายรอบก็ยังไม่เจอร้านตัวเอง เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะหมวดที่มีร้านขายของคล้ายกันจำนวนมาก ร้านที่มียอดขายและรีวิวสะสมมานานก็มักอยู่ในตำแหน่งที่ลูกค้าเห็นก่อน
Shopee Ads เปิดทางให้ร้านจ่ายเงินเพื่อพาสินค้าไปอยู่ในตำแหน่งที่มีโอกาสถูกเห็นมากขึ้น
แต่การเปิดโฆษณาอย่างเดียวไม่ได้แปลว่ายอดขายจะตามมา เพราะหลังจากลูกค้ากดเข้ามาแล้ว ยังต้องผ่านรูปสินค้า ราคา รีวิว ค่าส่ง รายละเอียดสินค้า และเงื่อนไขของร้านก่อนจะตัดสินใจซื้อ
บทความนี้จะพาไล่ตั้งแต่ Shopee Ads คืออะไร มีโฆษณาแบบไหนบ้าง มือใหม่ควรเริ่มตรงไหน ตั้งค่าครั้งแรกยังไง กำหนดงบเท่าไหร่ถึงเหมาะกับร้านของเรา ควรดูตัวเลขอะไร และถ้าเปิดโฆษณาแล้วเงียบควรไล่เช็กตรงไหนก่อน
คู่มือของแพลตฟอร์มช่วยบอกได้ว่าปุ่มอยู่ตรงไหนและต้องกดอะไรบ้าง ส่วนเวลาลงเงินจริง คนขายยังต้องตอบอีกหลายคำถาม เช่น ควรเลือกสินค้าตัวไหนมาลงโฆษณาก่อน ควรเริ่มด้วยงบแค่ไหน หรือยิงไปแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเงินที่จ่ายไปกำลังช่วยขายของอยู่จริง ตรงนี้เราจะลงรายละเอียดให้มากขึ้นครับ
Shopee Ads คืออะไร และต่างจากการยิงแอดใน Facebook ยังไง
Shopee Ads คือระบบโฆษณาของ Shopee ใช้พาสินค้าหรือร้านของเราไปอยู่ในตำแหน่งที่ลูกค้ามีโอกาสเห็นง่ายขึ้นภายในแพลตฟอร์ม เช่น หน้าผลการค้นหา หรือพื้นที่แนะนำสินค้าตามจุดต่างๆ ในแอป
จุดที่คนขายมือใหม่มักสับสนคือมองว่า Shopee Ads คล้ายการบูสต์โพสต์บน Facebook คือจ่ายเงินแล้วระบบช่วยให้คนเห็นเยอะขึ้น
กลไกจริงต่างกันพอสมควรครับ
ระบบของ Shopee Ads ใช้การคิดเงินแบบ จ่ายต่อคลิก ลูกค้าต้องกดเข้ามาที่หน้าสินค้าก่อน ร้านถึงจะเสียค่าโฆษณา ถ้าโฆษณาแสดงอยู่ในหน้าค้นหาแล้วลูกค้าเลื่อนผ่าน ร้านก็ยังไม่เสียค่าคลิก
ตรงนี้ทำให้สิ่งที่เราต้องสนใจมีมากกว่าจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง เพราะพอลูกค้ากดเข้ามาแล้ว ทุกคลิกเริ่มมีต้นทุน ถ้าคำค้นหาไม่ตรงกับสินค้า หรือหน้าสินค้ายังปิดการขายไม่ได้ เงินก็ไหลออกได้เรื่อยๆ แม้จะมีคนเข้าเยอะก็ตาม
ความต่างอีกเรื่องคือ เจตนาของลูกค้าที่เห็นโฆษณา
- คนที่เห็นโฆษณาใน Facebook อาจกำลังเลื่อนดูโพสต์เพื่อน ดูวิดีโอ หรืออ่านข่าวอยู่ ลูกค้ายังไม่ได้เปิดแอปมาเพื่อหาสินค้าของเราโดยตรง รูปและข้อความโฆษณาจึงต้องทำหน้าที่ดึงความสนใจก่อน แล้วค่อยพาลูกค้าไปสู่การซื้อ
- ลูกค้าที่เห็นโฆษณาใน Shopee จากการค้นหาเป็นฝ่ายพิมพ์สิ่งที่อยากได้เข้ามาเอง เช่น "ครีมกันแดดผิวมัน" หรือ "กระเป๋าโน้ตบุ๊ก 14 นิ้ว" ลูกค้ารู้คร่าวๆ แล้วว่ากำลังหาอะไร จากนั้นจึงเปรียบเทียบว่าร้านไหนน่าซื้อกว่า
พอจุดเริ่มต้นของลูกค้าต่างกัน วิธีดูผลก็ต้องต่างตามไปด้วย
โฆษณาใน Facebook บางแคมเปญอาจมีหน้าที่สร้างการรับรู้ก่อน แล้วลูกค้าค่อยกลับมาซื้อภายหลัง ส่วน Shopee Ads อยู่ใกล้จังหวะซื้อกว่า เพราะลูกค้าอยู่ในแพลตฟอร์มที่เลือกสินค้า ใส่ตะกร้า และจ่ายเงินได้เลย
ร้านจึงดูต่อได้ว่าจ่ายค่าโฆษณาไปเท่าไหร่ แล้วเกิดยอดขายจากโฆษณาเท่าไหร่
ถ้าสินค้าของเรามีคำที่ลูกค้าค้นหาอยู่แล้ว Shopee Ads ก็ช่วยพาเราไปเจอลูกค้าที่มีความต้องการนั้นได้ตรงขึ้น
ส่วนสินค้าที่ใหม่มากจนลูกค้ายังไม่รู้ว่าควรค้นหาด้วยคำอะไร การพึ่งโฆษณาค้นหาอย่างเดียวอาจยังไม่พอ อาจต้องใช้ Facebook หรือ TikTok ช่วยทำให้ลูกค้ารู้จักและอยากได้สินค้าก่อน แล้วค่อยพากลับมาปิดการขายบน Shopee
โฆษณาใน Shopee มีกี่แบบ แล้วมือใหม่ควรเริ่มตัวไหน
ใน Seller Centre (ศูนย์ผู้ขาย) จะมีโฆษณาหลายแบบให้เลือก ชื่อเมนูอาจมีการปรับตามการอัปเดตของ Shopee แต่ถ้าแบ่งตามหน้าที่ หลักๆ จะเจอประมาณนี้
| แบบโฆษณา | ไปโผล่ตรงไหน | เหมาะกับตอนไหน |
|---|---|---|
| โฆษณาค้นหาสินค้า | หน้าผลการค้นหา เมื่อลูกค้าพิมพ์คำที่เกี่ยวข้องกับสินค้า | เหมาะกับการเริ่มต้น เพราะเจอลูกค้าที่กำลังค้นหาสินค้าประเภทนั้นอยู่ |
| โฆษณาค้นหาร้านค้า | หน้าผลการค้นหา โดยพาลูกค้าไปที่ร้านมากกว่าสินค้าชิ้นเดียว | เหมาะกับร้านที่มีสินค้าหลายตัวในหมวดเดียวกันและอยากดันภาพรวมของร้าน |
| โฆษณาแนะนำสินค้า | พื้นที่แนะนำสินค้า เช่น หน้าแรกหรือหน้ารายละเอียดสินค้า | ใช้ขยายไปหาลูกค้าที่อาจสนใจสินค้า แม้ยังไม่ได้ค้นหาชื่อสินค้าของเราโดยตรง |
ถ้าเพิ่งเริ่มยิง Shopee Ads เราแนะนำให้เริ่มจาก โฆษณาค้นหาสินค้า ก่อนครับ
ข้อดีคือเราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคำที่ลูกค้าค้นหา การคลิก และออเดอร์ได้ค่อนข้างตรง พอยิงไปสักระยะก็เริ่มรู้ว่าลูกค้าพิมพ์คำว่าอะไรแล้วมีแนวโน้มซื้อสินค้าของเรา
ข้อมูลตรงนี้ยังเอากลับไปใช้กับหน้าสินค้าได้อีก
ถ้าพบว่าคำหนึ่งทำยอดขายได้ดี เราก็ลองดูว่าคำนั้นอยู่ในชื่อสินค้าและรายละเอียดแล้วหรือยัง เพราะคำที่ลูกค้าใช้จริงมีประโยชน์ทั้งกับการซื้อโฆษณาและการทำให้หน้าสินค้าตรงกับสิ่งที่ลูกค้ากำลังหา
สิ่งที่ควรเลี่ยงในช่วงแรกคือเปิดโฆษณาหลายแบบพร้อมกันด้วยงบก้อนเดียว
พองบถูกกระจายออกไปหลายทาง แต่ละแบบจะได้ข้อมูลน้อยลง แล้วถ้ายอดขายเข้ามา เราก็ต้องไล่ดูอีกว่าตัวไหนกำลังทำงาน ตัวไหนกำลังกินงบ และควรย้ายเงินไปตรงไหน
เริ่มจากจุดเดียวให้เห็นภาพก่อนจะอ่านผลง่ายกว่า
พอโฆษณาค้นหาสินค้าเริ่มมีออเดอร์ ตัวเลขเริ่มนิ่ง และรู้แล้วว่าสินค้าไหนทำเงิน ค่อยทดลองโฆษณาแนะนำสินค้าเพื่อขยายไปหาลูกค้ากลุ่มอื่นต่อก็ยังทัน
ยิง Shopee Ads ครั้งแรก ตั้งค่ายังไง แบบทีละขั้นตอน
ก่อนเปิดโฆษณา ลองเข้าไปดูหน้าสินค้าของตัวเองในมุมลูกค้าก่อนครับ
โฆษณามีหน้าที่พาลูกค้ามาถึงหน้าสินค้า แต่หลังจากนั้นรูป ราคา รีวิว รายละเอียด ค่าส่ง และความน่าเชื่อถือของร้านจะเป็นตัวช่วยปิดการขาย
ถ้าหน้าสินค้ายังมีจุดติดขัด ยิงคนเข้ามาเพิ่มก็เท่ากับเราจ่ายเงินเพื่อให้คนจำนวนมากขึ้นมาเจอจุดติดขัดเดิม
ขั้นที่ 1 เลือกสินค้าที่พร้อมขายที่สุด ไม่ใช่สินค้าที่เราอยากระบายที่สุด
สำหรับการเริ่มครั้งแรก เลือกสินค้าที่มีหลักฐานว่าลูกค้ายอมซื้ออยู่แล้วจะอ่านผลง่ายกว่า
ดูตัวที่มีรีวิว มียอดขายเดิม รูปชัด รายละเอียดครบ และราคาไม่หลุดจากร้านที่อยู่ในหน้าค้นหาเดียวกันมากเกินไป
สินค้าที่ขายได้อยู่แล้วมีข้อได้เปรียบตรงที่เมื่อลูกค้ากดเข้ามา เขาไม่ได้เจอหน้าสินค้าที่ว่างเปล่า ยังมีรีวิวและยอดขายเดิมช่วยประกอบการตัดสินใจ
ส่วนสินค้าที่ขายไม่ออกมานาน ถ้าเรายังไม่รู้ว่าสาเหตุอยู่ที่ราคา รูป สินค้า หรือความต้องการของตลาด การเพิ่มค่าโฆษณาเข้าไปอาจทำให้หาต้นเหตุยากกว่าเดิม
ขั้นที่ 2 เก็บรายละเอียดหน้าสินค้าให้ครบก่อนจ่ายค่าโฆษณา
เริ่มจากชื่อสินค้า ต้องมีคำที่ลูกค้าใช้ค้นหาจริง ไม่ต้องยัดทุกคำจนอ่านไม่รู้เรื่อง แต่ลูกค้าเห็นชื่อแล้วควรรู้ทันทีว่าสินค้าคืออะไร รุ่นไหน ขนาดไหน หรือเหมาะกับใคร ถ้าข้อมูลเหล่านั้นมีผลต่อการเลือกซื้อ
รูปแรกสำคัญมาก เพราะลูกค้าจะเห็นรูปนั้นพร้อมกับร้านอื่นในหน้าค้นหา ถ้ารูปมืด สินค้าเล็กเกินไป หรือมีตัวหนังสือเต็มภาพจนอ่านบนมือถือไม่ได้ ลูกค้าอาจเลื่อนไปหาร้านถัดไปทันที
รายละเอียดสินค้าก็ควรตอบเรื่องที่ลูกค้าต้องรู้ก่อนซื้อ เช่น ขนาด วิธีใช้ ตัวเลือกสินค้า ของที่ได้ในกล่อง และการจัดส่ง
คำถามไหนที่ลูกค้าทักแชทมาถามซ้ำๆ ลองย้อนกลับไปดูว่าหน้าสินค้าตอบคำถามนั้นไว้ชัดหรือยัง เพราะทุกครั้งที่ลูกค้าต้องหยุดแล้วทักถามเพิ่ม ก็มีโอกาสที่เขาจะออกไปดูร้านอื่นระหว่างรอคำตอบจากแอดมิน
ขั้นที่ 3 เข้า Seller Centre แล้วเปิดโฆษณาค้นหาสินค้า
เข้าเมนูโฆษณาใน Seller Centre เลือกสร้างโฆษณาใหม่ จากนั้นเลือกสินค้าที่เตรียมไว้จากขั้นแรก
ก่อนกดยืนยัน ลองตรวจชื่อสินค้า ราคา สต๊อก และตัวเลือกสินค้าอีกครั้ง โดยเฉพาะสินค้าที่มีหลายสีหรือหลายขนาด เพราะถ้าตัวเลือกยอดนิยมหมด ลูกค้าที่กดเข้ามาก็อาจออกทันที
ขั้นที่ 4 กำหนดงบต่อวันไว้ก้อนเล็กก่อน
ช่วงเริ่มต้นยังไม่มีข้อมูลว่าคำค้นหาไหนจะขายได้ดีสำหรับร้านเรา จึงควรใช้งบที่ร้านรับได้ก่อน
คิดง่ายๆ ว่า ถ้าทดลองครบช่วงแรกแล้วผลยังไม่ดี เงินก้อนนี้ต้องไม่ทำให้กระแสเงินสดของร้านมีปัญหา
ระบบมีทั้งการกำหนดงบต่อวันและงบรวมตามรูปแบบที่ Shopee เปิดให้ใช้ สำหรับมือใหม่ การคุมด้วยงบต่อวันจะช่วยให้รู้ว่าในแต่ละวันร้านมีโอกาสใช้ค่าโฆษณาสูงสุดประมาณเท่าไหร่ แล้วค่อยปรับตามข้อมูลที่ได้
ขั้นที่ 5 เลือกวิธีเลือกคีย์เวิร์ด
คีย์เวิร์ด (คำค้นหา) คือคำที่ลูกค้าพิมพ์ลงในช่องค้นหาของ Shopee
ระบบมีทั้งแบบที่ช่วยเลือกคำให้อัตโนมัติและแบบที่ร้านเลือกคำเอง ครั้งแรกจะเริ่มจากแบบอัตโนมัติก่อนได้ เพื่อดูว่าระบบพาสินค้าเราไปเจอกับคำค้นหาแบบไหน และคำไหนเริ่มสร้างยอดขายได้
พอมีข้อมูลประมาณ 1-2 สัปดาห์ เราค่อยกลับมาดูรายงานแล้วแยกคำที่สร้างยอดขายออกจากคำที่มีแต่คลิก
จากนั้นจะปรับมาเลือกคำเองหรือจัดงบตามคำที่ทำผลงานดีก็มีข้อมูลรองรับมากขึ้น แทนที่จะเลือกจากความรู้สึกว่า "ลูกค้าน่าจะค้นคำนี้"
ขั้นที่ 6 เปิดทิ้งไว้ให้ครบสัปดาห์แรกก่อนตัดสิน
อย่าเพิ่งตัดสินจากวันแรกครับ
ข้อมูลช่วงสั้นมากอาจแกว่งได้ เช่น วันหนึ่งมีคนคลิกหลายครั้งแต่ยังไม่มีออเดอร์ แล้วอีกวันมีออเดอร์เข้ามาจากคลิกที่เกิดก่อนหน้า
ถ้าเราเปิดตอนเช้า ปิดตอนเย็น แล้วกลับมาเปิดใหม่ทุกครั้งที่ตัวเลขไม่ถูกใจ สุดท้ายข้อมูลจะกระจัดกระจายจนอ่านยาก
ช่วงแรกจึงควรมองเป็นช่วงเก็บข้อมูลก่อน ดูว่ามีการแสดงผลไหม มีคนคลิกหรือเปล่า คำไหนกินงบ และเริ่มมีออเดอร์จากตรงไหน แล้วค่อยใช้ข้อมูลพวกนั้นตัดสินใจรอบต่อไป
ตั้งงบ Shopee Ads เท่าไหร่ดี และดูยังไงว่าคุ้ม
ไม่มีงบกลางที่เหมาะกับทุกร้านครับ เพราะสินค้าราคา 200 บาทกับสินค้า 2,000 บาทมีพื้นที่สำหรับค่าโฆษณาไม่เท่ากัน และต่อให้ราคาขายเท่ากัน กำไรที่เหลือจริงก็อาจต่างกันมาก
วิธีที่เอาไปใช้กับร้านตัวเองได้คือเริ่มจาก กำไรต่อออเดอร์ แล้วคิดย้อนกลับมาว่าเราจ่ายค่าโฆษณาได้สูงสุดแค่ไหน
สมมติขายครีมกระปุกละ 390 บาท
หักต้นทุนสินค้า ค่าส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่ากล่องแล้ว เหลือกำไรกระปุกละ 120 บาท
ถ้าค่าโฆษณาที่ใช้เพื่อให้ขายได้ 1 กระปุกยังต่ำกว่า 120 บาท ร้านก็ยังไม่ขาดทุนจากออเดอร์นั้น
แต่ถ้าเราอยากเหลือกำไรจริงประมาณ 60 บาทต่อกระปุก ค่าโฆษณาต่อออเดอร์ก็ต้องคุมให้อยู่แถว 60 บาทหรือต่ำกว่า
พอรู้เพดานของตัวเองแล้ว การดูรายงานจะชัดขึ้นเยอะครับ
เปิดดูว่าช่วงที่ผ่านมาใช้ค่าโฆษณาไปทั้งหมดเท่าไหร่ แล้วได้ออเดอร์จากโฆษณากี่ออเดอร์ จากนั้นหารออกมาเป็นค่าโฆษณาต่อออเดอร์
ถ้าตัวเลขยังต่ำกว่าเพดานที่เราคำนวณจากกำไรไว้ โฆษณาตัวนั้นก็ยังมีพื้นที่ให้ร้านทำเงิน
แต่ถ้าเริ่มสูงเกินเพดาน ต้องกลับไปดูต่อว่าเงินรั่วจากสินค้าไหนหรือคีย์เวิร์ดไหน แทนที่จะมองแค่ยอดรวมทั้งบัญชี
อีกตัวเลขที่คนขายดูบ่อยคือ ยอดขายที่ได้ต่อค่าโฆษณา 1 บาท
เช่น ใช้ค่าโฆษณา 1,000 บาท แล้วเกิดยอดขาย 4,000 บาท เท่ากับค่าโฆษณา 1 บาทสร้างยอดขายได้ 4 บาท หรือ 4 เท่า
ตัวเลขนี้เหมาะกับการเอาไว้เปรียบเทียบว่าสินค้าหรือช่วงเวลาไหนทำผลงานดีกว่ากัน แต่ต้องระวังเรื่องหนึ่งคือ "ยอดขาย" ยังไม่ใช่ "กำไร"
สินค้าที่กำไรต่อชิ้นบาง ต่อให้ยอดขายต่อค่าโฆษณาดูสูง ร้านก็อาจเหลือเงินจริงน้อยกว่าที่คิด
ขณะที่สินค้าที่มีกำไรต่อชิ้นสูงกว่า อาจรับค่าโฆษณาได้มากขึ้นแม้ตัวเลขยอดขายต่อค่าโฆษณาจะต่ำกว่า
เพราะฉะนั้น เวลาจะตัดสินว่าโฆษณาคุ้มหรือไม่ ให้กลับมาดูเงินที่เหลือหลังหักต้นทุนทั้งหมดของออเดอร์ด้วย
ส่วนการเพิ่มงบ พอเจอสินค้าที่ตัวเลขเริ่มนิ่งแล้วค่อยขยับทีละส่วนจะอ่านผลง่ายกว่า
จากตัวอย่างเดิม ถ้าเพิ่มทีละไม่เกินราวหนึ่งในสี่ของงบเดิม แล้วดูผลต่ออีกสองสามวัน เราจะพอมองออกว่าพอใส่เงินเพิ่มแล้วออเดอร์โตตามหรือไม่
ตัวเลขหนึ่งในสี่กับสองสามวันตรงนี้เป็นแนวทางไว้ก่อนสำหรับคนที่ยังไม่มีข้อมูลของร้านตัวเอง ไม่ใช่เกณฑ์ที่ Shopee กำหนดไว้ ร้านที่มีออเดอร์ต่อวันเยอะจะเห็นภาพเร็วกว่านี้และขยับได้ถี่กว่า
ถ้ากระโดดจากวันละ 100 บาทเป็นวันละ 500 บาททันที แล้วต้นทุนต่อออเดอร์เปลี่ยน เราจะต้องมาไล่หาว่าปัญหาเกิดจากงบที่เพิ่ม คำค้นหาใหม่ หรือพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปในช่วงนั้น
*[ใส่ตัวเลขจริง: ค่าคลิกเฉลี่ยและต้นทุนต่อออเดอร์ตามหมวดสินค้าในไทย ให้ทีมเติมจากข้อมูลจริงของร้านตัวอย่าง]*
เลือกคีย์เวิร์ดใน Shopee Ads ยังไงให้ได้คนซื้อ
คีย์เวิร์ดคือคำที่ลูกค้าพิมพ์ในช่องค้นหา แล้วร้านต่างๆ แข่งขันกันเพื่อให้สินค้าไปแสดงเมื่อมีคนค้นหาคำนั้น
จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่หาคำที่มีคนค้นหาเยอะที่สุดอย่างเดียว เราต้องหาคำที่ตรงกับสินค้าพอให้ลูกค้าที่กดเข้ามามีโอกาสซื้อด้วย
เลือกคำที่บอกได้ว่าลูกค้ากำลังหาอะไร
คำกว้างอย่าง "ครีม" อาจครอบคลุมคนจำนวนมาก แต่เรายังไม่รู้ว่าลูกค้าต้องการครีมหน้า ครีมตัว ครีมกันแดด หรือครีมประเภทอื่น
ถ้าร้านขายครีมกันแดดสำหรับผิวมัน แล้วไปจับคำกว้างมาก ลูกค้าที่มองหาของคนละประเภทก็อาจกดเข้ามาได้ ร้านเสียค่าคลิกแล้วลูกค้าก็ออก
คำที่เจาะจงขึ้น เช่น "ครีมกันแดดผิวมัน ไม่เยิ้ม" มีขอบเขตชัดกว่าว่าลูกค้าต้องการอะไร
จำนวนคนค้นหาอาจน้อยลง แต่ถ้าสินค้าของเราตรงกับสิ่งที่ลูกค้ากำลังหา โอกาสปิดการขายก็มีเหตุผลรองรับมากกว่า
ใช้คำที่ลูกค้าเรียก แทนการยึดชื่อรุ่นที่เราตั้งเอง
หลายร้านตั้งชื่อรุ่นหรือชื่อคอลเลกชันไว้สวยมาก แต่ลูกค้ายังไม่รู้จักชื่อนั้น เลยไม่มีเหตุผลที่จะพิมพ์ค้นหา
ลองย้อนกลับไปดูแชทเก่าครับ
เวลาลูกค้าทักมาถาม เขาเรียกสินค้าของเราว่าอะไร ใช้คำว่าแบบไหน บอกปัญหายังไง หรือถามหาคุณสมบัติอะไรซ้ำๆ
ภาษาที่ลูกค้าใช้จริงพวกนี้มีประโยชน์มากกว่าเดาคำจากฝั่งร้านอย่างเดียว เพราะมันบอกว่าเวลาลูกค้าอยากได้สินค้าประเภทนี้ เขาอธิบายความต้องการออกมายังไง
เอาคำที่ทำยอดได้กลับไปใส่ในชื่อและรายละเอียดสินค้า
พอรายงานเริ่มบอกว่าคำไหนสร้างยอดขายได้ ลองกลับไปดูหน้าสินค้าว่ามีคำนั้นอยู่แล้วหรือยัง
ถ้ายังไม่มีและคำนั้นอธิบายสินค้าของเราได้ตรงจริง ก็เอาไปปรับชื่อสินค้าหรือรายละเอียดให้สอดคล้องกับสิ่งที่ลูกค้าใช้ค้นหา
แบบนี้ข้อมูลจากโฆษณาจะไม่ได้จบอยู่แค่ในหน้า Ads แต่กลับมาช่วยปรับหน้าสินค้าให้ลูกค้าเข้าใจง่ายขึ้นด้วย
ตัดคำที่ได้คลิกเรื่อยๆ แต่ไม่เคยได้ออเดอร์
ควรมีเวลาประจำทุกสัปดาห์สำหรับเปิดรายงานคีย์เวิร์ด
ดูว่าคำไหนใช้เงินไปแล้ว คำไหนสร้างออเดอร์ และคำไหนมีคลิกต่อเนื่องแต่ยังไม่เคยปิดการขายได้
ถ้าคำหนึ่งกินงบไปพอสมควรแล้วไม่สร้างยอดเลย เราก็มีเหตุผลที่จะลดหรือปิดคำนั้น แล้วเอางบไปให้คำที่เคยขายได้จริงมากขึ้น
ทำแบบนี้ต่อเนื่อง งบจะค่อยๆ ถูกย้ายออกจากคำที่ไม่ทำงาน ไปอยู่กับคำที่มีข้อมูลรองรับมากขึ้น
ระวังคำที่ดูเกี่ยวกัน แต่ลูกค้ากำลังหาคนละสินค้า
ร้านขายกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กอาจเห็นคำว่า "กระเป๋าสะพาย" แล้วรู้สึกว่าเกี่ยวข้องกัน
แต่ลูกค้าที่พิมพ์คำนี้อาจกำลังหากระเป๋าแฟชั่น กระเป๋าผู้หญิง หรือกระเป๋าสะพายข้าง ซึ่งเป็นคนละความต้องการกับกระเป๋าสำหรับใส่โน้ตบุ๊ก
ถ้าคำกว้างเกินไปจนดึงลูกค้าคนละกลุ่มเข้ามา ร้านก็จ่ายค่าคลิกให้คนที่มีโอกาสซื้อน้อยตั้งแต่ต้น
เพราะฉะนั้นอย่าดูแค่ว่าคำ "เกี่ยวกับสินค้า" หรือเปล่า ให้ถามต่อว่าลูกค้าที่พิมพ์คำนั้นกำลังตั้งใจซื้อของแบบเดียวกับที่ร้านขายจริงไหม
ยิง Shopee Ads แล้วยอดขายไม่มา ไล่แก้ตรงไหนก่อน
พอเปิดโฆษณาแล้วไม่มีออเดอร์ หลายร้านจะเริ่มแก้ที่โฆษณาทันที เช่น เพิ่มงบ เปลี่ยนคำ หรือปิดแคมเปญ
ก่อนทำแบบนั้น ลองแยกดูว่าลูกค้าหายไปตรงช่วงไหนครับ
เพราะแต่ละอาการใช้วิธีแก้คนละแบบ
ถ้าคนเห็นเยอะแต่แทบไม่มีใครกด
เริ่มดูจากสิ่งที่ลูกค้าเห็นในหน้าผลการค้นหา โดยเฉพาะรูปแรก ราคา ชื่อสินค้า และข้อมูลที่แสดงอยู่รอบๆ สินค้า
ลองค้นหาคำเดียวกับที่เรากำลังยิง แล้ววางสินค้าเราเทียบกับร้านที่อยู่ข้างกันบนหน้าจอจริง
ถ้าเราเป็นลูกค้า เราจะกดร้านไหนก่อน
รูปที่มืดเกินไป สินค้าดูเล็ก ตัวหนังสือบนภาพเยอะจนอ่านบนมือถือไม่ได้ หรือราคาสูงกว่าร้านข้างๆ โดยลูกค้ายังมองไม่เห็นเหตุผลว่าต่างกันตรงไหน ล้วนทำให้โฆษณาแสดงได้แต่ไม่มีคลิก
กรณีนี้เพิ่มงบก็ไม่ได้แก้ต้นเหตุ เพราะเรากำลังซื้อโอกาสให้สินค้าไปแสดงมากขึ้น แต่หน้าตาที่ลูกค้าเห็นยังเหมือนเดิม
ถ้ามีคนกดเข้ามาแต่ไม่มีใครสั่ง
คราวนี้ต้องเปิดหน้าสินค้าดูครับ
เช็กรีวิว จำนวนที่ขายไปแล้ว ราคาโปรโมชัน ค่าส่ง ตัวเลือกสินค้า รายละเอียด และข้อมูลที่ลูกค้าอาจต้องรู้ก่อนจ่ายเงิน
ถ้าร้านอื่นในหน้าเดียวกันมีรีวิวจำนวนมาก แต่สินค้าของเรายังไม่มีรีวิวเลย ลูกค้าก็ต้องรับความเสี่ยงมากกว่าในการเลือกร้านเรา
ในกรณีที่สินค้ายังไม่พร้อมจริง อาจหยุดโฆษณาไว้ก่อน แล้วกลับไปจัดหน้าสินค้าและเก็บรีวิวจากลูกค้าเดิมให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยกลับมาทดลองใหม่
อีกจุดที่ควรดูคือแชท
ถ้ามีลูกค้ากดเข้ามาแล้วทักถามเรื่องเดิมซ้ำๆ แต่ไม่ซื้อ แปลว่าหน้าสินค้าอาจยังตอบคำถามสำคัญไม่พอ ลองเอาคำถามเหล่านั้นกลับไปเติมในรูปหรือรายละเอียด เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจได้โดยไม่ต้องรอแอดมินทุกครั้ง
ถ้ามีออเดอร์ แต่ต้นทุนต่อออเดอร์สูงกว่ากำไร
อย่าเพิ่งปิดทั้งแคมเปญครับ
เปิดรายงานลงไปถึงระดับคีย์เวิร์ดก่อน แล้วดูว่าเงินกระจายไปอยู่ตรงไหน
บางคำอาจสร้างยอดขายต่อเนื่อง ขณะที่อีกคำใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่เคยขายได้เลย ถ้าเราปิดทั้งแคมเปญพร้อมกัน คำที่กำลังทำงานอยู่ก็หายไปด้วย
ให้เริ่มจากตัดหรือลดงบของคำที่กินเงินแต่ไม่สร้างออเดอร์ แล้วเก็บคำที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างยอดขายไว้
จากนั้นค่อยดูว่าต้นทุนรวมดีขึ้นหรือไม่
ถ้าเปิดมาสองสามวันแล้วยังเงียบสนิท
เริ่มจากเช็กก่อนว่าโฆษณาได้แสดงจริงหรือเปล่า
ดูสถานะสินค้า สต๊อก สถานะร้าน และการตั้งค่าที่เกี่ยวข้องให้ครบ เพราะถ้าสินค้าหมดสต๊อก ร้านถูกตั้งค่าปิดชั่วคราว หรือโฆษณาไม่ได้ตำแหน่งให้แสดง การแก้รูปหรือรายละเอียดสินค้าก็ยังไม่ทำให้มีคนเข้ามา
ถ้าโฆษณาแสดงแล้วแต่ไม่มีคลิก ค่อยกลับไปดูรูปกับราคา
ถ้ามีคลิกแต่ไม่เกิดออเดอร์ ค่อยไล่ต่อที่หน้าสินค้า
การแยกปัญหาออกเป็นช่วงแบบนี้ช่วยให้เราแก้ตรงจุดกว่าเพิ่มงบหรือเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน
สรุป
Shopee Ads ช่วยซื้อพื้นที่ให้สินค้าของเราไปอยู่ใกล้ลูกค้าที่กำลังค้นหาของประเภทนั้นอยู่แล้วครับ แต่พอได้คลิกมา งานยังไม่จบ
โฆษณาพาลูกค้ามาที่หน้าสินค้า ส่วนรูป ราคา รีวิว รายละเอียด ค่าส่ง และความน่าเชื่อถือของร้านจะเป็นตัวตัดสินว่าคลิกนั้นกลายเป็นยอดขายหรือเปล่า
ถ้าจะเริ่มวันนี้ เลือกสินค้าที่พร้อมขายและมีรีวิวแล้วมา 1 ตัวก่อน เปิดโฆษณาค้นหาสินค้าด้วยงบที่ร้านรับความเสี่ยงได้ แล้วปล่อยให้มีข้อมูลพอสำหรับอ่านผล
จากนั้นเปิดรายงานดูว่าคีย์เวิร์ดไหนสร้างออเดอร์ คำไหนมีแต่คลิก แล้วค่อยย้ายงบออกจากคำที่กินเงินไปหาคำที่ขายได้จริง
ระหว่างทางอย่าดูแค่จำนวนคลิกหรือยอดขายรวม ให้ย้อนกลับมาดูกำไรต่อออเดอร์ด้วยทุกครั้ง เพราะเป้าหมายของการยิง Shopee Ads คือทำให้ร้านขายได้โดยที่ค่าโฆษณายังอยู่ในระดับที่ธุรกิจรับไหว
ใครกำลังยิง Shopee Ads อยู่แล้วติดตรงไหน เข้ามาโพสต์ถามในกลุ่มได้เลยครับ เราตั้งกลุ่มไว้ให้คนขายออนไลน์มาแชร์สิ่งที่ลองทำ ปัญหาที่เจอ และวิธีแก้เรื่องยิงแอด การตลาด และการขายออนไลน์ด้วยกัน
เนื้อหาในกลุ่มเปิดให้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนกันได้ฟรีครับ
กลุ่ม: [https://www.facebook.com/share/g/1atbW4sU7r/](https://www.facebook.com/share/g/1atbW4sU7r/)
คำถามที่พบบ่อย
Shopee Ads คิดเงินยังไง
Shopee Ads คิดเงินแบบจ่ายต่อคลิกครับ
ร้านจะเสียค่าโฆษณาเมื่อลูกค้ากดจากโฆษณาเข้ามาดูหน้าสินค้า ถ้าโฆษณาแสดงอยู่แต่ลูกค้าไม่ได้กด ร้านก็ไม่เสียค่าคลิกจากการแสดงครั้งนั้น
ราคาต่อคลิกเกี่ยวข้องกับการแข่งขันของร้านที่ต้องการแสดงโฆษณากับคำค้นหาเดียวกัน จึงไม่ควรดูแค่ว่าคลิกหนึ่งครั้งราคาเท่าไหร่
ต้องดูต่อว่าคลิกที่ซื้อมาเปลี่ยนเป็นออเดอร์ได้มากน้อยแค่ไหน และสุดท้ายค่าโฆษณาต่อออเดอร์ยังต่ำกว่ากำไรที่ร้านรับได้หรือเปล่า
เริ่มยิง Shopee Ads ต้องใช้งบขั้นต่ำเท่าไหร่
Shopee มีการกำหนดงบขั้นต่ำตามระบบที่ใช้อยู่ในแต่ละช่วง ให้เช็กตัวเลขล่าสุดใน Seller Centre ตอนตั้งค่าโฆษณาครับ
สำหรับร้าน สิ่งที่ควรคิดควบคู่กันคือจำนวนเงินที่เราพร้อมใช้เพื่อเก็บข้อมูลช่วงแรก
ถ้าใช้จนครบช่วงทดลองแล้วโฆษณายังไม่เข้าเป้า เงินก้อนนั้นต้องไม่กระทบกระแสเงินสดหรือเงินที่ต้องใช้ซื้อสต๊อกรอบถัดไป
เริ่มจากระดับที่ควบคุมได้ก่อน แล้วค่อยเพิ่มหลังเห็นว่าสินค้าและคีย์เวิร์ดเริ่มสร้างออเดอร์ จะปลอดภัยกว่าการใส่งบก้อนใหญ่ตั้งแต่ยังไม่มีข้อมูล
ยิง Shopee Ads กี่วันถึงจะเห็นผล
ควรให้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 สัปดาห์เต็มก่อนใช้ข้อมูลมาตัดสินครับ
ข้อมูลวันแรกหรือสองวันแรกยังน้อยเกินไป ออเดอร์แต่ละวันก็อาจขึ้นลงได้ ทำให้เราเห็นภาพผิดว่าคำหนึ่งดีหรือแย่จากข้อมูลเพียงไม่กี่คลิก
ระหว่างสัปดาห์แรกให้ดูว่าระบบมีการแสดงโฆษณาหรือไม่ มีคลิกเข้ามาหรือเปล่า และเริ่มมีออเดอร์จากคำไหน
พอข้อมูลมากขึ้นแล้วค่อยตัดคำที่ไม่ทำงานหรือเพิ่มงบให้คำที่ทำยอดได้ จะตัดสินใจจากข้อมูลจริงได้มากกว่า
สินค้าใหม่ที่ยังไม่มีรีวิว ยิงโฆษณาเลยได้ไหม
เปิดโฆษณาได้ครับ แต่ต้องเผื่อใจเรื่องอัตราการสั่งซื้อ
ลูกค้าที่กดเข้ามาเจอสินค้าที่ยังไม่มีรีวิวและยังไม่มียอดขายเดิม จะมีข้อมูลให้ใช้ตัดสินใจน้อยกว่าสินค้าที่ขายมาสักพักแล้ว
ถ้าหน้าค้นหามีร้านอื่นขายของใกล้กัน ราคาใกล้กัน และมีรีวิวอยู่แล้ว ลูกค้าก็มีเหตุผลที่จะไปเลือกร้านที่ดูเสี่ยงน้อยกว่า
เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่มีรีวิวเลย ลองจัดหน้าสินค้าให้ครบที่สุดและหาทางเก็บรีวิวชุดแรกจากลูกค้าจริงก่อน พอกลับมายิงโฆษณา เงินที่จ่ายเพื่อพาลูกค้าเข้าหน้าสินค้าก็มีโอกาสทำงานได้ดีขึ้น
ควรยิง Shopee Ads หรือยิงแอด Facebook ดีกว่ากัน
ให้ดูว่าลูกค้าอยู่ในช่วงไหนของการตัดสินใจครับ
ถ้าสินค้าเป็นของที่ลูกค้ารู้จักอยู่แล้วและมีคำค้นหาชัด เช่น ลูกค้ารู้ว่าตัวเองกำลังหาอะไร Shopee Ads ก็ช่วยพาเราไปอยู่ในจังหวะที่เขากำลังเลือกซื้อได้
แต่ถ้าเป็นสินค้าใหม่ที่ลูกค้ายังไม่รู้จัก ยังอธิบายไม่ได้ด้วยซ้ำว่าต้องค้นหาคำว่าอะไร Facebook หรือ TikTok อาจเหมาะกับการสร้างการรู้จักและทำให้ลูกค้าเห็นปัญหาหรือประโยชน์ของสินค้าก่อน
หลายร้านจึงใช้ทั้งสองช่องทางร่วมกันได้
Facebook หรือ TikTok ช่วยให้ลูกค้ารู้จักสินค้า ส่วน Shopee รับช่วงตอนลูกค้าเข้ามาค้นหา เปรียบเทียบ และปิดการขาย
เปิดโฆษณาหลายแบบพร้อมกันได้ไหม
เปิดได้ครับ แต่สำหรับมือใหม่ การเริ่มทีละแบบจะอ่านผลง่ายกว่า
ถ้าเปิดโฆษณาค้นหาสินค้า โฆษณาค้นหาร้านค้า และโฆษณาแนะนำสินค้าพร้อมกันตั้งแต่วันแรก งบจะถูกแบ่งออกหลายทาง
พอมีออเดอร์เข้ามา เราก็ต้องแยกต่อว่าเงินส่วนไหนสร้างยอดขายจริง และโฆษณาแบบไหนควรได้งบเพิ่ม
เริ่มจากโฆษณาค้นหาสินค้าก่อน พอรู้แล้วว่าสินค้าตัวไหนขายได้ คีย์เวิร์ดไหนทำงาน และตัวเลขยังเหลือกำไร ค่อยทดลองแบบอื่นเพิ่ม จะควบคุมงบและอ่านผลได้ง่ายกว่า
ทำไมโฆษณาใช้งบหมดเร็วมากแต่ไม่มีออเดอร์
เริ่มจากเปิดรายงานคีย์เวิร์ดดูครับ เพราะหนึ่งในสาเหตุที่เจอได้คือคำค้นหากว้างเกินไป ทำให้ลูกค้าที่มองหาของคนละแบบกดเข้ามา
ดูว่าคำไหนใช้เงินไปมากแล้วแต่ยังไม่เคยสร้างออเดอร์ จากนั้นลองตัดหรือลดคำนั้น แล้วเอางบไปให้คำที่เคยขายได้จริงมากขึ้น
ถ้าคีย์เวิร์ดดูตรงแล้วแต่ยังไม่มีออเดอร์ ให้ไล่ต่อที่หน้าสินค้า
เช็กรูปแรก ราคา รีวิว ค่าส่ง รายละเอียด และตัวเลือกสินค้า เพราะถ้าลูกค้ากดเข้ามาแล้วออกทุกครั้ง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การพาคนเข้าร้าน แต่อยู่ที่สิ่งที่ลูกค้าเจอหลังจากเข้ามาแล้ว

