วิธียิงแอด Facebook ทีละขั้นสำหรับร้านค้า: ตั้งแคมเปญแรกให้ตรงเป้าหมายและวัดผลได้
วิธียิงแอด Facebook ทีละขั้นสำหรับร้านค้า: ตั้งแคมเปญแรกให้ตรงเป้าหมายและวัดผลได้
TL;DR
- เริ่มจากเลือกสินค้าที่พร้อมขายและจุดรับออเดอร์ให้ชัด ร้านที่ปิดการขายใน Messenger กับร้านที่ให้ลูกค้าจ่ายบนเว็บไซต์ใช้การตั้งค่าต่างกัน
- ใน Meta Ads Manager งานหลักมีสามระดับ: แคมเปญเลือกวัตถุประสงค์ ชุดโฆษณากำหนดการส่งโฆษณา และระดับโฆษณาใส่ภาพ ข้อความ กับปลายทาง
- ตั้งวงเงินทดลองจากต้นทุนและกำไรที่ร้านเหลือ เลือกงบกับระยะเวลาที่ควบคุมได้ แล้วตรวจข้อความเรื่องการใช้จ่ายบนหน้าจอก่อนเผยแพร่
- หลังเริ่มยิงแอด ให้ดูตั้งแต่จำนวนคนเข้าถึง แชทหรือการเข้าชม ไปจนถึงออเดอร์ที่ยืนยันและต้นทุนต่อออเดอร์ ราคาต่อแชทต่ำยังต้องดูต่อว่าปิดการขายได้หรือเปล่า
รูปสินค้าพร้อมแล้ว แต่พอเปิด Ads Manager กลับเจอทั้งวัตถุประสงค์ ชุดโฆษณา กลุ่มเป้าหมาย และช่องใส่งบหลายจุด ถ้ารีบกดผ่านเพื่อให้โฆษณาเริ่มวิ่ง ร้านอาจได้ผลลัพธ์ที่วัดคนละเรื่องกับยอดขายที่ต้องการ
คู่มือนี้พาไล่ตั้งแต่เตรียมบัญชี เลือกเป้าหมาย ตั้งงบ ไปจนถึงตรวจผลแคมเปญแรก โดยใช้ร้านขายเสื้อผ่าน Messenger เป็นตัวอย่างสมมติ และบอกจุดที่ร้านขายผ่านเว็บไซต์ต้องตั้งค่าต่างออกไปครับ
ชื่อเมนูและลำดับหน้าจอของ Meta อาจต่างกันตามบัญชี ภาษา และรูปแบบแคมเปญ ให้ยึดหน้าที่ของแต่ละการตั้งค่า แล้วอ่านคำอธิบายที่บัญชีแสดงประกอบทุกครั้ง
1. ก่อนเริ่มวิธียิงแอด Facebook เตรียมร้านให้รับลูกค้าได้ก่อน
เลือกสินค้าหนึ่งรายการหรือชุดสินค้าที่อยากทดลองก่อน ดูว่ามีสต็อกพร้อมส่ง ราคาชัด และตอบคำถามสำคัญของลูกค้าได้หรือยัง การใส่สินค้าทั้งร้านลงในโฆษณาแรกทำให้แยกยากว่าลูกค้าสนใจอะไร
สำหรับร้านเสื้อ ตัวอย่างรายการเตรียมงานคือภาพสินค้า ตารางไซซ์ ราคาพร้อมเงื่อนไขค่าส่ง จำนวนที่เหลือ และวิธีเปลี่ยนสินค้า ข้อมูลเหล่านี้ช่วยทั้งตอนเขียนโฆษณาและตอนแอดมินรับแชท
จากนั้นตรวจสิ่งที่ต้องใช้ในบัญชี:
- เพจ Facebook ของร้าน: มีชื่อร้าน ข้อมูลติดต่อ และเนื้อหาที่ช่วยให้ลูกค้ารู้ว่าร้านขายอะไร
- บัญชีโฆษณาและสิทธิ์ใช้งาน: ผู้ตั้งแคมเปญต้องเข้าถึงเพจและบัญชีโฆษณาที่ถูกต้อง ถ้าทำงานเป็นทีม ให้ตรวจสิทธิ์ในระบบธุรกิจของ Meta
- วิธีชำระเงิน: ตรวจว่าบัญชีมีวิธีชำระเงินที่ใช้งานได้ พร้อมอ่านการเรียกเก็บเงินและวงเงินที่บัญชีแสดง
- ปลายทางหลังคลิก: ทดสอบ Messenger หรือหน้าสินค้าจริงบนมือถือ ถ้ามี Instagram ในเส้นทางโฆษณา ให้ตรวจบัญชีและสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องด้วย
ร้านที่ขายบนเว็บไซต์ควรตรวจการบันทึกเหตุการณ์ใน Events Manager เช่น การซื้อที่เสร็จสมบูรณ์ การใช้ Meta Pixel หรือ Conversions API ต้องตั้งค่าให้ตรงกับเว็บไซต์และตรวจข้อมูลก่อนนำไปเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา
ส่วนร้านที่รับออเดอร์ใน Messenger อย่างเดียวไม่ต้องสร้างเว็บไซต์เพื่อเริ่มทำโฆษณาพาลูกค้ามาคุย แต่ต้องมีคนตอบ มีวิธีจดออเดอร์ และรู้ว่าลูกค้าแต่ละคนมาจากโฆษณาใด
ก่อนเปิด Ads Manager ให้ตอบได้หนึ่งประโยค: “จะโปรโมตเสื้อรุ่นนี้ ให้ลูกค้าทัก Messenger เพื่อเช็กไซซ์ แล้วแอดมินสรุปยอดและรับออเดอร์” ประโยคนี้จะช่วยตัดสินใจในขั้นต่อไปครับ
2. เลือกเป้าหมายก่อนกดสร้างแคมเปญ
คำว่า “อยากขายดีขึ้น” ยังไม่พอสำหรับการตั้งค่า ต้องระบุให้ชัดว่าระบบควรหาใคร และต้องการให้ลูกค้าทำอะไรหลังเห็นโฆษณา
Meta มีวัตถุประสงค์หลัก เช่น การรับรู้ (Awareness), การเข้าชม (Traffic), การมีส่วนร่วม (Engagement), ลูกค้าเป้าหมาย (Leads), การโปรโมตแอป (App promotion) และยอดขาย (Sales) เลือกตามผลลัพธ์ที่ร้านต้องการ แล้วดูตัวเลือกปลายทางและเป้าหมายประสิทธิภาพที่รองรับต่อ
ร้านที่อยากให้ลูกค้าทัก Messenger
ถ้าแอดมินต้องคุยเรื่องไซซ์หรือรายละเอียดก่อนรับออเดอร์ ให้มองหาการตั้งค่าที่มุ่งการสนทนา ตัวอย่างเส้นทางที่พบได้คือวัตถุประสงค์การมีส่วนร่วม แล้วเลือกแอปรับส่งข้อความเป็นตำแหน่งการเปลี่ยนเป็นลูกค้า และเลือก Messenger
ตรวจช่อง เป้าหมายประสิทธิภาพ (Performance goal) ต่อด้วยว่าเพิ่มจำนวนการสนทนาหรือผลลัพธ์แบบใด อย่าหยุดตรวจเพียงชื่อวัตถุประสงค์ เพราะการมีส่วนร่วมกับโพสต์และการเริ่มบทสนทนาเป็นคนละผลลัพธ์
บางบัญชีมีตัวเลือกสำหรับเก็บลูกค้าเป้าหมายหรือเพิ่มยอดซื้อผ่านข้อความด้วย ให้ใช้เมื่อรูปแบบงานและข้อมูลของร้านรองรับ โดยเฉพาะเป้าหมายยอดซื้อที่ต้องตรวจการส่งข้อมูลและคุณสมบัติในบัญชีจริง
ร้านที่ให้ลูกค้าซื้อบนเว็บไซต์
ถ้าเว็บไซต์พร้อมรับชำระเงินและบันทึกเหตุการณ์ซื้อได้ ให้พิจารณาวัตถุประสงค์ยอดขาย เลือกเว็บไซต์เป็นตำแหน่งการเปลี่ยนเป็นลูกค้า และตรวจแหล่งข้อมูลกับเหตุการณ์ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ
ทดสอบตั้งแต่กดโฆษณา เปิดหน้าสินค้า ใส่ตะกร้า ไปจนถึงชำระเงิน หากปลายทางเสียหรือบันทึกข้อมูลผิด การอ่านผลโฆษณาก็จะผิดตามไปด้วย
ร้านบริการที่ต้องคัดกรองก่อนเสนอราคา
งานรับออกแบบ งานติดตั้ง หรือบริการที่ต้องถามพื้นที่และงบประมาณ อาจเหมาะกับวัตถุประสงค์ลูกค้าเป้าหมาย พร้อมแบบฟอร์มหรือการรับส่งข้อความที่บัญชีรองรับ กำหนดว่าข้อมูลแบบไหนถึงส่งต่อฝ่ายขายได้ แล้ววัดต้นทุนของลูกค้าที่ผ่านเกณฑ์นั้น
สำหรับตัวอย่างร้านเสื้อในบทความ เราจะใช้เส้นทาง เห็นโฆษณา → ทัก Messenger → เช็กไซซ์ → ยืนยันออเดอร์ ถ้าต้องการรายละเอียดเฉพาะทาง อ่านต่อได้ที่ คู่มือ Click to Messenger
3. เข้า Ads Manager และสร้างโครงสร้างแคมเปญแรก
เข้า Meta Ads Manager แล้วเลือกบัญชีโฆษณาของร้านให้ถูกก่อนกด สร้าง (Create) โดยเฉพาะคนที่ดูแลหลายเพจหรือทำงานให้หลายธุรกิจ
ทำความเข้าใจสามระดับนี้ก่อนครับ:
- แคมเปญ (Campaign): บอกเป้าหมายใหญ่ เช่น ต้องการการสนทนาหรือยอดซื้อ บางรูปแบบกำหนดงบในระดับนี้ได้ด้วย
- ชุดโฆษณา (Ad set): กำหนดปลายทาง เป้าหมายประสิทธิภาพ กลุ่มเป้าหมาย ตำแหน่งแสดงผล และเงื่อนไขการส่งโฆษณา งบอาจอยู่ที่ระดับนี้ตามรูปแบบที่เลือก
- โฆษณา (Ad): เป็นภาพ วิดีโอ ข้อความ ปุ่ม และปลายทางที่ลูกค้าจะเห็นหรือกดไป
ตั้งชื่อให้กลับมาหาเจอ เช่น แคมเปญ เสื้อรุ่นA_ทักMessenger_ทดลอง1 ชุดโฆษณา พื้นที่จัดส่ง_ชุด1 และโฆษณา ภาพใส่จริง_เช็กไซซ์ การตั้งชื่อเป็นระเบียบช่วยลดการเปิดผิดรายการเวลาแก้ไข
สำหรับการทดลองเล็กครั้งแรก อาจเริ่มหนึ่งแคมเปญ หนึ่งชุดโฆษณา และโฆษณาสองแบบที่สื่อคนละมุม เช่น ภาพใส่จริงกับภาพรายละเอียดเนื้อผ้า นี่เป็นข้อเสนอสำหรับลดความซับซ้อนในการทำงาน ไม่ใช่จำนวนที่ Meta บังคับหรือสูตรรับประกันผล
เมื่อกดสร้างแล้ว ให้เลือกวัตถุประสงค์ตามขั้นก่อนหน้า อ่านตัวเลือกการตั้งค่าที่บัญชีเสนอ และตรวจหมวดหมู่โฆษณาพิเศษหากธุรกิจเข้าข่ายตามคำอธิบายของระบบ
4. ตั้งงบและระยะเวลาจากต้นทุนที่ร้านรับได้
กำหนดวงเงินทดลองรวมก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจะใช้รายวันหรือแบบตลอดอายุแคมเปญ อย่าเริ่มจากตัวเลขที่ร้านอื่นบอกว่าได้ผลดี เพราะกำไรต่อออเดอร์กับความสามารถในการรับลูกค้าของแต่ละร้านต่างกัน
คิดเพดานต้นทุนต่อออเดอร์ก่อน
ตัวเลขต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ผลลัพธ์ของร้านจริงหรือราคามาตรฐานของ Facebook
สมมติขายเสื้อราคา 590 บาท หักต้นทุนสินค้า แพ็ก ค่าธรรมเนียม และค่าส่งส่วนที่ร้านรับผิดชอบรวม 390 บาท จะเหลือ 200 บาทต่อออเดอร์ก่อนหักค่าโฆษณาและค่าใช้จ่ายคงที่
ถ้าต้องการเหลืออย่างน้อย 80 บาทจากส่วนนี้ งบโฆษณาที่รับได้คือไม่เกิน 120 บาทต่อออเดอร์ โดยยังต้องดูค่าใช้จ่ายคงที่และกำไรรวมของร้านอีกครั้ง
ถ้าประเมินว่าแชทใหม่ 10 คนจะซื้อ 2 คน อัตราปิดการขายสมมติคือ 20% เพดานราคาต่อแชทสำหรับเป้าหมายนี้จึงอยู่ที่ 24 บาท เพราะ 120 บาทต่อออเดอร์คูณอัตราปิดการขาย 20%
ใช้ตัวเลขนี้เป็นสมมติฐานเริ่มต้น แล้วแทนด้วยผลจริงเมื่อมีข้อมูล ร้านที่ยังไม่เคยยิงแอดควรจดแชทกับออเดอร์ให้ครบก่อนสรุปว่าราคาต่อแชทระดับใดคุ้ม
เลือกวิธีใช้งบให้ตรงกับแผน
- งบรายวัน: เหมาะเมื่ออยากกำหนดการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวัน ต้องอ่านเงื่อนไขการกระจายงบที่ระบบแสดง เพราะรายวันอาจมีการใช้มากหรือน้อยกว่าตัวเลขที่ตั้งไว้
- งบตลอดอายุแคมเปญ: ใช้กำหนดวงเงินโฆษณาสำหรับช่วงเวลาที่เลือก พร้อมตรวจวันและเวลาเริ่มกับสิ้นสุด
ตัวอย่างร้านอาจกันวงเงินทดลองค่าโฆษณาไว้ 1,500 บาท และเลือกระยะเวลาประเมินเริ่มต้น 5 วัน ตัวเลขนี้เป็นแผนสมมติสำหรับอธิบายการตั้งงบ ไม่ใช่งบขั้นต่ำของระบบ และไม่รับประกันว่าจะมีข้อมูลพอสรุปผลใน 5 วัน
ถ้ามีงบระดับแคมเปญ ระบบจะจัดสรรระหว่างชุดโฆษณาตามการตั้งค่า ส่วนงบระดับชุดโฆษณาใช้ควบคุมชุดนั้น ตรวจให้แน่ใจว่าตัวเลขอยู่ระดับไหนก่อนกดเผยแพร่ รวมถึงข้อความเรื่องภาษีหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่บัญชีแสดง
5. กำหนดกลุ่มเป้าหมายและตำแหน่งที่แสดงโฆษณา
เริ่มจากข้อจำกัดจริงของร้าน เช่น ส่งสินค้าไปพื้นที่ใดได้ หรือให้บริการถึงจังหวัดไหน จากนั้นค่อยคิดถึงลักษณะลูกค้า อย่ารวมความสนใจหลายรายการเพียงเพราะชื่อดูเกี่ยวข้องกับสินค้า
ร้านเสื้อที่จัดส่งทั่วประเทศกับร้านรับติดตั้งม่านเฉพาะบางจังหวัดต้องตั้งพื้นที่ต่างกัน ตัวเลือกอื่นให้ตรวจตามสินค้าที่ขายและคำอธิบายของหน้าจอ โดยเฉพาะสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านอายุหรือหมวดหมู่
หากเห็น Advantage+ audience ให้แยก ข้อกำหนดที่ระบบใช้เป็นขอบเขต ออกจาก ข้อมูลแนะนำกลุ่มเป้าหมาย ตามป้ายและคำอธิบายในบัญชี อย่าคิดว่าทุกช่องที่ใส่จะจำกัดการส่งโฆษณาแบบตายตัว
ในการทดลองแรก จดไว้ว่าใช้พื้นที่ใดและข้อมูลแนะนำอะไรบ้าง ถ้าจะเปลี่ยนภายหลัง จะได้เทียบกับค่าก่อนหน้าได้ การเปลี่ยนภาพ ข้อความ กลุ่มเป้าหมาย และงบพร้อมกันทำให้หาสาเหตุของผลที่เปลี่ยนยาก
ส่วน ตำแหน่งโฆษณา (Placements) หมายถึงพื้นที่ที่ภาพหรือวิดีโอปรากฏ เช่น ฟีด สตอรี่ หรือรีล ตัวเลือกที่ใช้ได้ขึ้นกับวัตถุประสงค์ ปลายทาง และรูปแบบชิ้นงาน
Advantage+ placements ช่วยให้ระบบเลือกกระจายการแสดงผลในตำแหน่งที่รองรับ ถ้าร้านต้องจำกัดบางตำแหน่ง ให้ดูว่ารูปแบบแคมเปญนั้นเปิดให้ปรับเองหรือไม่ และบันทึกเหตุผลที่เลือกไว้
ตรวจตัวอย่างก่อนเสมอ: ภาพในฟีดอาจดูดี แต่พอขึ้นสตอรี่หรือรีล ราคาหรือชื่อรุ่นอาจถูกตัด เตรียมชิ้นงานให้เหมาะกับพื้นที่แสดงผล และดูว่าปุ่มยังพาไป Messenger หรือเว็บไซต์ที่ตั้งใจไว้
6. สร้างภาพและข้อความ แล้วต่อเส้นทางหลังคลิกให้จบ
ในระดับโฆษณา ตรวจตัวตนของเพจและบัญชีที่แสดง จากนั้นเลือกสร้างโฆษณาใหม่หรือใช้โพสต์ที่มีอยู่ตามตัวเลือกที่ระบบรองรับ ถ้าใช้โพสต์เดิม ให้ตรวจว่าราคา สต็อก และเงื่อนไขยังใช้ได้
ภาพหรือวิดีโอควรทำให้ลูกค้ารู้ว่าขายอะไร เห็นจุดที่ใช้ตัดสินใจได้จริง เช่น ทรงเมื่อใส่ เนื้อผ้า ขนาด หรือรายละเอียดการใช้งาน เลือกข้อเสนอที่ร้านทำได้และไม่กล่าวอ้างผลเกินหลักฐาน
ตัวอย่างข้อความสมมติสำหรับร้านเสื้อ:
เสื้อเชิ้ตรุ่น A ทรงสบาย มีไซซ์ M–XL ราคา 590 บาท ทักมาบอกไซซ์ที่สนใจได้ครับ แอดมินเช็กสีที่เหลือและสรุปราคาพร้อมค่าส่งให้ก่อนตัดสินใจ
ข้อความนี้บอกสินค้า ราคา และเหตุผลที่ต้องทัก ร้านที่ใช้จริงต้องแทนชื่อรุ่น ไซซ์ ราคา และเงื่อนไขด้วยข้อมูลของตัวเอง
ถ้าปลายทางเป็น Messenger
ตรวจปุ่มส่งข้อความและหน้าเริ่มบทสนทนาให้ต่อกับโฆษณา ตัวอย่างข้อความต้อนรับคือ:
สวัสดีครับ สนใจเสื้อรุ่น A ไซซ์ไหนครับ ส่งไซซ์กับสีที่ต้องการไว้ได้เลย เดี๋ยวแอดมินเช็กสต็อกและค่าส่งให้
ถ้ามีคำถามเริ่มต้น ให้เลือกเรื่องที่ลูกค้าต้องการถามจริง เช่น “เช็กสีและไซซ์” หรือ “สอบถามค่าส่ง” แล้วลองกดจากตัวอย่างโฆษณาด้วยตัวเองก่อน
ถ้าปลายทางเป็นเว็บไซต์
ใช้หน้าสินค้าที่ตรงกับภาพและข้อความ ตรวจราคา ตัวเลือกสินค้า ค่าส่ง และวิธีชำระเงินบนมือถือ ถ้าระบบรองรับการใส่พารามิเตอร์ติดตามลิงก์ ให้ใช้ชื่อที่แยกแคมเปญหรือชิ้นงานได้ และทดสอบว่าลิงก์ยังเปิดถูกหน้า
ข้อมูลบนโฆษณากับปลายทางต้องตรงกัน ถ้าภาพบอกโปรโมชันแต่หน้าเว็บเป็นราคาอีกแบบ ให้แก้ก่อนส่งลูกค้าเข้าไปครับ
7. ตรวจรายการก่อนเผยแพร่ และอ่านผลให้ถึงออเดอร์
ก่อนกดเผยแพร่แคมเปญ ให้ไล่ตรวจรายการนี้อีกครั้ง:
- บัญชีโฆษณา เพจ และช่องทางที่แสดงเป็นของร้านที่ตั้งใจใช้
- วัตถุประสงค์ ปลายทาง และเป้าหมายประสิทธิภาพตรงกับผลลัพธ์ที่ต้องการ
- งบอยู่ระดับที่ตั้งใจ วันเริ่ม วันสิ้นสุด และเขตเวลาถูกต้อง
- พื้นที่กลุ่มเป้าหมายเหมาะกับการจัดส่งหรือการให้บริการ
- ภาพ ข้อความ ราคา และตัวอย่างในตำแหน่งต่าง ๆ ถูกต้อง
- ปุ่มเปิดแชทหรือลิงก์ทำงาน และมีคนพร้อมรับลูกค้า
จากนั้นกดเผยแพร่ แล้วตรวจสถานะการส่งโฆษณา การส่งงานไม่ได้หมายความว่าโฆษณาเริ่มแสดงทันที ต้องดูสถานะการตรวจสอบ ตารางเวลา และข้อแจ้งเตือนในบัญชีต่อด้วย
เมื่อมีการใช้จ่าย ให้ตั้งช่วงวันที่ในรายงานให้ตรงกับช่วงที่ต้องการดู และเลือกรายการผลลัพธ์ให้ตรงกับเป้าหมาย อย่าเทียบราคาต่อผลลัพธ์ของโฆษณาที่นับคนละพฤติกรรม
ร้านขายผ่านแชทจดอะไรบ้าง
จดเงินโฆษณาที่ใช้ จำนวนบทสนทนาที่ระบบรายงาน จำนวนแชทที่ผ่านเกณฑ์ของร้าน และจำนวนออเดอร์ที่ยืนยันจริง แยกลูกค้าเก่า ออเดอร์ยกเลิก และแชทซ้ำเท่าที่ข้อมูลทำได้
ใช้เกณฑ์แชทคุณภาพที่ตรวจได้ เช่น ลูกค้าสนใจรุ่นที่ขาย จัดส่งถึงพื้นที่ได้ และกำลังถามข้อมูลเพื่อซื้อ วิธีนี้ช่วยให้แอดมินทุกคนจดผลในความหมายเดียวกัน
ตัวอย่างสมมติ: ใช้งบ 1,000 บาท ได้บทสนทนาใหม่ 50 รายการตามรายงาน และเมื่อตรวจร่วมกับบันทึกแอดมิน พบออเดอร์ยืนยันจากกลุ่มนี้ 8 ออเดอร์
- ราคาต่อบทสนทนาตามรายงานคือ 20 บาท
- อัตราปิดการขายจากชุดข้อมูลตัวอย่างคือ 16%
- ต้นทุนโฆษณาต่อออเดอร์คือ 125 บาท
เมื่อเทียบกับเพดานสมมติ 120 บาทในขั้นก่อนหน้า ต้นทุนยังสูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย แม้ราคาต่อแชทดูต่ำกว่าที่ประเมินไว้ เพราะอัตราปิดการขายจริงในตัวอย่างต่ำกว่าสมมติฐาน 20% จึงควรดูบทสนทนาและข้อเสนอประกอบก่อนเพิ่มงบ
ร้านขายผ่านเว็บไซต์ดูอะไรเพิ่ม
ดูเหตุการณ์ซื้อ มูลค่าที่ระบบรายงาน ต้นทุนต่อการซื้อ และข้อมูลออเดอร์ในระบบร้านให้สอดคล้องกัน รายงานโฆษณามีช่วงเวลาการให้เครดิตผลลัพธ์ จึงอาจต่างจากวันที่ลูกค้าจ่ายจริงหรือยอดรวมในหลังร้าน
ตรวจออเดอร์ยกเลิก คืนเงิน และต้นทุนสินค้าก่อนสรุปว่าคุ้ม หากต้องการแยกยอดขายกับกำไร อ่านต่อได้ที่ Performance Marketing และการวัดผลโฆษณา
8. ถ้าแคมเปญแรกยังไม่ขาย ให้แก้จากจุดที่ลูกค้าหยุด
ยังไม่มีการใช้จ่าย: ดูสถานะตรวจสอบ วันเริ่ม วิธีชำระเงิน และข้อผิดพลาดที่ระบบแจ้งก่อน อย่าเพิ่มงบเพื่อแก้ทุกอาการ ถ้าบัญชีแจ้งปัญหา ให้แก้ตามรายละเอียดนั้น
มีคนเห็นแต่แทบไม่มีคนกด: ตรวจว่าภาพบอกสินค้าได้ชัดหรือไม่ ข้อเสนอมีเหตุผลให้สนใจไหม และปลายทางสอดคล้องกับปุ่มหรือเปล่า จากนั้นทดลองเปลี่ยนมุมภาพหรือข้อความทีละเรื่อง พร้อมเก็บค่าของชุดเดิมไว้เทียบ
คนกดเข้าแชทแต่ไม่คุยต่อ: ทดสอบหน้าเริ่มบทสนทนา คำถามแรก และเวลาที่แอดมินตอบ ถ้าโฆษณาชวนเช็กไซซ์ ข้อความต้อนรับก็ควรถามไซซ์ต่อได้ทันที
แชทเยอะแต่ออเดอร์น้อย: อ่านเหตุผลที่ลูกค้าหยุด เช่น สินค้าหมด ค่าส่งไม่ชัด ราคาไม่ตรงที่เข้าใจ หรือแอดมินตอบข้อมูลไม่ครบ แล้วแก้ตามบันทึกจริง อย่าสรุปทันทีว่ากลุ่มเป้าหมายผิด
เว็บไซต์มีคนเข้าแต่ไม่ซื้อ: ลองสั่งซื้อบนมือถือ ตรวจความเร็ว ตัวเลือกสินค้า และขั้นตอนจ่ายเงิน รวมถึงการบันทึกเหตุการณ์ซื้อ ก่อนปรับแคมเปญจากรายงานที่อาจยังไม่ครบ
การทดลองต้องมีทั้งวงเงินและคำถามที่อยากได้คำตอบ เช่น “ภาพใส่จริงช่วยพาลูกค้าที่ถามไซซ์เข้ามามากกว่าภาพสินค้าเดี่ยวไหม” เมื่อข้อมูลยังน้อย ให้บอกว่าผลยังไม่ชัด แทนการตัดสินผู้ชนะจากออเดอร์เดียว
เริ่มจากสินค้าหนึ่งรายการที่พร้อมขาย ตั้งปลายทางให้ชัด และจดผลให้ถึงออเดอร์ครับ ถ้าติดหน้าตั้งค่าหรือไม่แน่ใจว่าจะอ่านตัวเลขตรงไหน ลองนำเป้าหมายกับภาพหน้าจอที่ปิดข้อมูลส่วนตัวแล้วมาแลกเปลี่ยนใน กลุ่ม Facebook ของ Statlix จะได้ช่วยกันดูจากงานจริงของร้าน
คำถามที่พบบ่อย
ยิงแอด Facebook ต้องมีเว็บไซต์ไหม
ร้านที่ใช้ Messenger รับคำถามและออเดอร์สามารถเริ่มจากเส้นทางโฆษณาไปแชทได้ ส่วนร้านที่อยากเพิ่มยอดซื้อบนเว็บไซต์ต้องมีหน้าขายและขั้นตอนชำระเงินที่พร้อม รวมถึงตรวจการวัดเหตุการณ์ที่ใช้กับแคมเปญ
ยิงแอดครั้งแรกควรใช้งบวันละเท่าไร
ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกร้าน เริ่มจากวงเงินทดลองที่รับได้ กำไรต่อออเดอร์ และต้นทุนต่อผลลัพธ์ที่คาดไว้ แล้วตรวจขั้นต่ำกับเงื่อนไขในบัญชี ตัวเลข 1,500 บาทในบทความเป็นตัวอย่างสมมติสำหรับวางแผน
บูสต์โพสต์กับสร้างแคมเปญใน Ads Manager เลือกอะไรดี
เลือกจากสิ่งที่ต้องตั้งค่าและวัดผล สำหรับการทำตามคู่มือนี้ ใช้ Ads Manager เพื่อไล่ตรวจแคมเปญ ชุดโฆษณา และโฆษณาได้เป็นขั้นตอน หากเลือกบูสต์โพสต์ ให้ตรวจว่าวัตถุประสงค์ ปลายทาง และตัวเลือกที่มีตรงกับงานหรือไม่
เลือก Traffic แล้วหวังให้คนทักแชทได้ไหม
ต้องดูปลายทางและเป้าหมายประสิทธิภาพที่เลือกด้วย ถ้าร้านต้องการบทสนทนา ควรใช้การตั้งค่าที่มุ่งการสนทนาและมีแอปรับส่งข้อความที่ต้องการ อย่าใช้จำนวนคลิกแทนจำนวนแชทคุณภาพ
โฆษณาไม่วิ่ง ควรเพิ่มงบทันทีหรือเปล่า
ให้ดูสถานะ ข้อแจ้งเตือน วิธีชำระเงิน และตารางเวลาก่อน ถ้าปัญหาอยู่ที่การตรวจสอบหรือการตั้งค่าผิด การเพิ่มงบอาจยังไม่แก้สาเหตุ
ต้องรอกี่วันถึงรู้ว่าโฆษณาคุ้ม
ดูทั้งปริมาณข้อมูล ระยะเวลาที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจ และวงเงินทดลอง ถ้ายังมีเพียงไม่กี่แชทหรือออเดอร์ ผลอาจแกว่งมาก อย่าฝืนรอจำนวนวันที่ตายตัวเมื่อพบลิงก์เสีย ข้อมูลผิด หรือใช้งบถึงเพดานที่ตั้งไว้แล้ว
